เราเป็นชาวพุทธในไทย … เราทราบกันบ้างมั้ยครับ ว่าศาสนาพุทธในไทยเรามีที่ไปที่มายังไงบ้าง …
ลองมาอ่านกันดูนะครับ
……………………………………………………………………….
พระพุทธศาสนาของไทยอาจแบ่งออกได้เป็น 4 ยุค
- ยุคเถรวาทแบบสมัยอโศก
- ยุคมหายาน
- ยุคเถรวาทแบบพุกาม
- ยุคเถรวาทแบบลังกาวงศ์
……………………………………………………………………….
ยุคที่ 1 เถรวาทแบบสมัยอโศก
พ.ศ. 218
- “พระเจ้าอโศกมหาราช” ส่งพระสงฆ์ไปประกาศศาสนาในดินแดนต่างๆ รวม 9 สาย โดยสายหนึ่งได้นำพระพุทธศาสนาไปประดิษฐานที่สุวรรณภูมิ (นำโดย พระโสณะ และ พระอุตตระ)
- ซึ่งเชื่อว่า สุวรรณภูมินั้นคือ จังหวัดนครปฐมของไทย
- แต่ พม่าก็บอกว่า สุวรรณภูมินั้นคือ เมืองสะเทิม ในพม่าภาคใต้
……………………………………………………………………….
ยุคที่ 2 มหายาน
พ.ศ. 620
- “พระเจ้ากนิษกะมหาราช” ได้ส่งสมณทูตออกไปประกาศศาสนาที่เอเชียกลาง
- “พระเจ้ามิ่งตี่” ทรงนำศาสนาพุทธจากเอเซียกลางไปเผยแพร่ในจีน และ ส่งทูตมายัง “ขุนหลวงเม้า” กษัตริย์ไทยผู้ปกครองอาณาจักรอ้ายลาว … ทำให้หัวเมืองไทยทั้ง 77 หันมานับถือศาสนาพุทธ
พ.ศ. 1300
- กษัตริย์แห่งอาณาจักร“ศรีวิชัย” ในเกาะสุมาตรา ได้แผ่อาณาเขตเข้ามาถึงจังหวัดสุราษฏร์ธานี ทำให้ พุทธมหายานได้เข้ามาในตอนใต้ของประเทศไทย
- เจดีย์พระธาตุไชยา และ พระมหาธาตุนครศรีธรรมราช ได้เกิดในยุคนี้
พ.ศ. 1550
- กษัตริย์“กัมพูชา” ราชวงศ์สุริยวรมัน ได้แผ่อำนาจมาทั่วภาคอีสาน และ ภาคกลางของไทย มีเมืองละโว้(เมืองลพบุรี)เป็นเมืองหลวง … จึงเรียกยุคนี้ว่า สมัยลพบุรี …
- ได้นับถือศาสนาพุทธแบบมหายาน ที่แพร่ขึ้นต่อมาจากอาณาจักรศรีวิชัย
- มหายานยุคนี้ ได้ปนเป ไปกับศาสนาพราหมณ์ อีกทั้งประชาชนท้องถิ่นนั้นยังนับถือพุทธเถรวาทที่ตกทอดมานาน
- ภาษาสันสกตก็เข้ามาเผยแพร่ และ มีอิทธิพลต่อ ภาษาและวรรณคดีของไทย
วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร
……………………………………………………………………….
ยุคที่ 3 เถรวาทแบบพุกาม
พ.ศ. 1600
- พระเจ้า“อนุรุทธมหาราช” กษัตริย์พุกาม เรืองอำนาจ ทรงแผ่อำนาจมาถึง ล้านช้าง ล้านนา ลพบุรี และ ทวาราวดี … ทรงเลื่อมใสพุทธเถรวาท และ ได้ทำนุบำรุงศาสนาเป็นอย่างดี
……………………………………………………………………….
ยุคที่ 4 เถรวาทแบบลังกาวงศ์
1. สุโขทัย
พ.ศ. 1800
- พุกามและกำพูชาเสื่อมอำนาจ ไทยเริ่มเป็นอิสระ
พ.ศ. 1820
- “พ่อขุนรามกำแหง” ขึ้นครองราชย์ ทรงทราบกิตติศัพท์ พระสงฆ์ลังกาวงศ์ จึงอาราธนา “พระมหาเถรสังฆราช” จากนครศรีธรรมราช มาพำนัก ยังวัด “อรัญญิก” จากนั้นพุทธแบบลังกาวงศ์ก็เจริญรุ่งเรื่อง
- พุทธแบบมหายานเริ่มสูญไป
- “พระพุทธสิหิงค์” ได้อัญเชิญจากนครศรีธรรมราชมายังสุโขทัย
- ศิลปะแบบลังกา ได้เริ่มมาแทนที่ศิลปะแบบมหายาน
พ.ศ. 1897
- “พระเจ้าลิไท” ทรงออกผนวชชั่วคราว และ ได้แต่งหนังสือ “ไตรภูมิพระร่วง”
- ทรงสร้างพระมหาธาตุ บรรจุพระบรมสารีริกธาตุจากลังกา
- ทรงเริ่มจัดระเบียบสงฆ์ เกิดเป็น 2 ฝ่ายคือ คามวาสี กับ อรัญวาสี
2. ลานนาไทย
สมัยลานนาไทย นั้นตรงกับสมัยสุโขทัยและคาบเกี่ยวถึงอยุธยาตอนต้น แต่แยกเขียนมาเพื่อให้เป็นหมวดหมู่
พ.ศ. 1802-1853
- “พระเจ้าเม็งราย” ครองราชย์ เมืองเชียงใหม่ ทรงบำรุงศาสนา
พ.ศ. 1898-1928
- “พระเจ้ากือนา” ทรงส่งทูตมายังพระเจ้าลิไท เพื่ออาราธนา “พระสังฆราชสุมนเถร” เป็นการเริ่มต้นศาสนาแบบ ลังกาวงศ์ในล้านนา
- สร้างพระธาตุเจดีย์วัดบุบผาราม (เสร็จ พ.ศ.1917)
- สร้างพระธาตุดอยสุเทพ (เสร็จ พ.ศ.1927)
พ.ศ. 1977
- ในสมัยรัชกาล“พระเจ้าสามฝั่งแกน” พระสถูปใหญ่เก่าแก่องค์หนึ่งได้ต้องอัสนีบาตพังลง ได้พบ”พระแก้วมรกต”
พ.ศ. 1978-2030
- “พระเจ้าติโลกราช” ส่งคณะสงฆ์ไปศึกษาพระพุทธศาสนาในลังกา เมื่อกลับมา ได้นำต้นศรีมหาโพธิ์มาด้วย จีงทรงโปรดให้สร้างวัดชื่อ “วัดโพธาราม” (วัดเจ็ดยอด)
- พ.ศ. 2020 ทรงให้จัดการสังคายนาครั้งที่1 ของไทย (ครั้งที่8 นับต่อจากลังกา)
- ช่วงระยะเวลาประมาณนี้ (พุทธศตวรรษที่20 ถึง พุทธศตวรรษที่21) เป็นระยะเวลารุ่งเรื่องของวรรณคดีพระพุทธศาสนาของลานนาไทย
พระธาตุดอยสุเทพ
3. อยุธยา
ข้อสังเกตว่า จากหลักฐาน ความนับถือของอยุธยา จะเน้นไปที่บุญกุศล สร้างวัด สร้างสถานที่ งานเฉลิมฉลอง พิธีกรรม ไม่ได้เน้นไปยังหลักธรรมชั้นสูง
อยุธยาตอนแรก พ.ศ. 1991-2031
- สมัยรัชกาล“สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ” ทรงสละสมบัติออกผนวชอยู่ ที่วัด จุฬามณีเป็นเวลา 8 เดือน เมื่อปี 1998
- ทรงให้ประชุมกวีและประพันธ์ “มหาชาติคำหลวง”
- พ.ศ. 2025 ทรงให้กันที่ในพระมหาราชวัง และ สร้างเป็นวัดชืื่อ “วัดพระศรีสรรเพชญ์”
- พ.ศ. 2027 ทรงให้พระราชโอรส และ พระราชนัดดาออกผนวช … สันนิษฐานว่า เป็นจุดเริ่มต้นประเพณีการบวชเรืยนของเจ้านาย
อยุธยาตอนที่2 พ.ศ.2034-2173
- พ.ศ.2163-2171 รัชกาล“พระเจ้าทรงธรรม” ทรงศรัทธาถึงขนาด เสด็จออกบอกหนังสือพระภิกษุสามเณรที่พระที่นั่งจอมทองสามหลังเนืองๆ (เป็นหลักฐานว่า ประเพณีบอกหนังสือพระในพระบรมมหาราชวังนั้น มีมานานแล้ว)
- ทรงสร้างมณฑปสวมพระมงคลบพิตรที่สมเด็จพระไชยราชาราชาธิราชทรางสร้างไว้ เมื่อพ.ศ. 2081
- โปรดให้ ราชบัณฑิตแต่ง “กาพย์มหาชาติ” เมื่อพ.ศ. 2170
- โปรดให้สร้างพระไตรปิฏกใไว้จบสมบูรณ์
- ยุคนี้ ค่านิยมสร้างวัด ได้เกิดแก่ผู้มีฐานะ ไมไ่ด้จำกัดอยู่แต่กับกษัตริย์ จนมีคำกล่าวว่า “เมื่อบ้านเมืองดี เขาสร้างวัดให้ลูกเล่น”
อยุธยาตอนที่3 พ.ศ. 2173-2275
- พ.ศ. 2199-2231 สมัยพระนารายณ์มหาราช มีหลักฐานว่า การบวชเรียนคงได้รับการนิยมเป็นอย่างมาก
- ปรากฏว่า เพราะมีการพระราชทานพระบรมราชูปถัมภ์เป็นอย่างดีแก้ผู้ที่บวช จึงมีผู้หนีราชการไปบวชเป็นจำนวนมาก
- ทรงมีรับสั่งให้มีการสอบวัดความรู้ของพระและสามเณร ถ้าไม่มีความรู้ก็ให้จับสึก
- ปลายรัชกาล เมื่อจะสวรรคต พระเพทราชา กับ ขุนหลวงสรศักดิ์ ยกกำลังเข้าล้อมวังเพื่อจะยึดอำนาจ พระองค์โปรดให้ช่วยชีวิตข้าราชการทั้งหลายโดยการถวายวังเป็นวิสุงคามสีมา และบวชให้คนทั้งหลายเหล่านั้น นำไปอยู่วัด เป็นการพ้นภัย
- เหตุการณ์สำคัญอีกอย่างคือ มีชาวยุโรปเข้ามาค้าขาย และ เผยแพร่ศาสนา ทรงดูแลเป็นอย่างดี จนพระเจ้าหลุยส์แห่งฝรั่งเศสและพวกบาทหลวงคิดว่าพระองค์เลื่อมใสศาสนาพุทธ จึงส่งเอกอัครราชทูตมาเจริญสำพันธไมตรี และ ชวนเขารีต ทรงตอบด้วยพระปรีชาว่า “หากพระผู้เป็นเจ้าพอพระทัยให้พระองค์เข้ารีตเมื่อใด ก็จะดลบันดาลศรัทธาให้เกิดขึ้นในพระทัยเมื่อนั้น”
อยุธยาตอนที่4 พ.ศ. 2275-2310
- พ.ศ. 2275-2301 รัชกาล “พระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ” การบวชเรียนเป็นพระเพณีถึงกับว่า ผู้จะเป็นขุนนางต้องบวชเรียนก่อน เชื่อพระวงศ์เองก็เหมือนกัน
- ระยะเดียวกันนี้ ลังกา ได้สูญสิ้นศาสนา ไม่มีพระที่มาประกอบพิธีอุปสมบท “พระเจ้ากีรติสิริราชสิงหะ” จึงส่งทูตมาในปี 2293 เพื่อขอพระไทยไปบวชให้กับชาวลังกา
- คณะสงฆ์ไทย มีพระอุบาลีเป็นหัวหน้า ได้เดินทางไปยังลังกา ทำให้เกิดคณะสงฆ์”อุบาลีวงศ์” หรือ “สยามวงศ์” หรือ “สยามนิกาย” ขึ้น ซึ่งเป็นคณะที่ใหญ่ที่สุดในลังกา
- ปลายอยุธยา ได้มีหลักฐานชัดเรื่อง ความเชื่อหมกมุ่นในโชคลางและไสยศาสตร์
วัดพระศรีสรรเพชญ์
4. สมัยธนบุรี ถึง รัตนโกสินทร์ตอนต้น (ร.4)
พระเจ้าตากสิน
- พ.ศ. 2310 ขึ้นครองราชย์ทรงบำรุงศาสนาเท่าที่มีโอกาส ทรงสร้าวัดใหม่วัดเดียวคือ วัดบางยี่เรือเหนือ (วัดราชคฤห์)
- ทรงรวบรวมพระไตรปิฏกจากหัวเมืองมาคัดลองเป็นฉบับหลวง แต่ไม่ทันเรียบร้อยก็สิ้นรัชกาลเสียก่อน
- พ.ศ. 2322 ทรงให้อัญเชิญ “พระแก้วมรกต” มาจากเมืองเวียงจันทน์
- พ.ศ. 2325 ทรงให้สร้าง”สมุดภาพไตรภูมิ” อันวิจิตรอลังการ คลี่ออกได้ยาว 34 เมตร
พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก
- พ.ศ. 2325 ขึ้นครองราชย์ ต่อมาทรงย้ายเมืองหลวงมายังฝั่งตะวันออก
- ทรงสร้างหลายวัด เช่น วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ใน พระบรมมหาราชวัง
- โปรดให้ทำ สังคายนาครั้งที่ 9 ที่วัดมหาธาติ เสร็จแล้วคัดลอกเป็นพระไตรปิฏกฉบับหลวง เรียกว่า ฉบับทองใหญ่ ต่อมาทรางเพิ่มอีก 2 ฉบับ เรียกว่า ฉบับรองทอง และ ฉบับทองชุบ
- ทรงตรา”กฏหมายพระสงฆ์” เพื่อกวดขันความประพฤติของสงฆ์
พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย
- พ.ศ. 2352 ขึ้นครองราชย์
- ทรงส่งสมณทูต 8 รูปไปสืบสวนศาสนายังลังกา ขากลับคณะได้นำหน่อต้นศรีมหาโพธิ์กลับมาด้วย 6 หน่อ
- มีการทำพิธี “วิสาขบูชา” ขึ้นเป็นครั้งแรก
- สมเด็จพระสังฆราช (มี) ได้ขยายหลักสูตรการเรียนภาษาบาลี จาก 3 ชั้น เป็น 9 ประโยค
พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว
- พ.ศ. 2367 ขึ้นครองราชย์
- ทรงสร้างพระไตรปิฏกฉบับหลวงเพิ่มขึ้นไว้อีกหลายฉบับ ครบถ้วนสมบูรณ์กว่ารัชกาลก่อนๆ
- โปรดให้แปลพระไตรปิฏกเป็นภาษาไทย
- ทรงให้รวบรวมตำรับตำราต่างๆ เช่น การแพทย์ เป็นต้น และให้จารึกไว้ในพระอารามหลวง
- ทรงส่งเสริมและขยายการบอกพระปริยัติธรรมในพระบรมมหาราชวัง ทรงพระราชทานอุปถัมภ์แก่พระภิกษุสามเณรที่สอบได้ ตลอดไปจนถึงโยมบิดามารดา
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
- พ.ศ. 2394 ขึ้นครองราชย์
- โปรดให้มี “พิธีมาฆบูชา” ขึ้นเป็นครั้งแรก
- ทรงอุปถัมภ์สงฆ์ญวณ บับเป็ฯการให้ความรับรองเป็นทางการแก่พระพุทธศาสนาฝ่ายมหายานใหม่ขึ้นเป็นครั้งแรก
- สมัยยังไม่ได้ครองราชย์ ทรงออกผนวช และ สอบได้ เปรียญ 5 ประโยค ทรงยังเลื่อมใสในความเคร่งครัดของพระมอญชื่อ ซาย ฉายา พุทธวังโส ทรงมีความประสงค์จะประพฤติเคร่งครัดเช่นนี้ จึงเสด็จย้ายไปประทับยังวัดสมอราย (วัดราชาธิวาส) เมื่อพ.ศ.2372 ทรงอุปสมบทใหม่ แยกไปตั้งคณะ ธรรมยุติกา หรือ ธรรมติกนิกาย ขึ้น กำหนดด้วยการฝังลูกนิมิตผูพันธสิีมาใหม่ของวัดสมอรายว่าเป็นการตั้งคณะธรรมยุตใน พ.ศ.2376 จากนั้นไปประทับที่วัดบวรฯ ตั้งเป็นศูนย์กลางของคณะธรรมยุติกาต่อมา
พระแก้วมรกต
5. สมัยปัจจุบัน (ร.5 ถึงปัจจุบัน)
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
- พ.ศ. 2411 ขึ้นครองราชย์
- ทรงส่งเสริมและริเริ่มการเกี่ยวกับหนังสือทางพระศาสนา ทำให้เกิดหนังสือเป็นจำนวนมาก เช่น “นวโกวาท”
- ทรงโปรดเกล้าให้มีอาจารย์สอนหนังสือไทย และ เลข ในทุกๆพระอาราม
- พ.ศ. 2431 ทรงให้พิมพ์หนังสือพระไตรปิฏกด้วยอักษรไทย จบละ 39 เล่ม จำนวน 1,000 จบ เป็นครั้งแรกที่มีการตีพิมพ์ “พระไตรปิฏกอักษรไทย” และทรงพระราชทานให้กับพระอารามหลวงและวัดราษฏร์ทั่วประเทศ
- พ.ศ. 2432 ทรงย้ายที่ราชบัณฑิต จากให้วัดพระศรีรัตนศาสดารามให้ไปอยู่ที่วัดมหาธาตุ และขนานนามว่า “มหาธาตุวิทยาลัย” ต่อมาในปี 2439 ทรงเป็นชื่อเป็น “จุฬาลงกรณราชวิทยาลัย” ให้เป็นที่ศึกษาพระปริยัติธรรม และ วิชาชั้นสูง
- พ.ศ. 2436 ทรงเปิด “มหามงกุฏราชวิทยาลัย”
- พ.ศ. 2441 อังกฤษ ผู้ปกครอง อินเดีย ได้ส่งพระบรมสารีริกธาตุ ที่ขุดพบที่เมืองกบิลพัสดุ์ มาถวายเมืองไทย … ทรงโปรดให้บรรจุในพระสถูปยอดบรมบรรพต ภูเขาทอง วัดสะเกศ เมื่อปี 2442
- พ.ศ. 2445 ทรงประกาศ “พระราชบัญญัติลักษณะปกครองคณะสงฆ์ ร.ศ.121″
พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู๋หัว
- พ.ศ. 2453 ขึ้นครองราชย์
- ทรงปราดเปรื่องให้พระพุทธศาสนามาก ถึงกับทรงเทศนาสั่งสอนอบรมข้าราชการด้วยพระองค์เอง
- ทรงพระราชนิพนธ์หนังสือหลายเรื่อง เช่น เทศนาเสือป่า พระพุทธเจ้าตรัสรู้อะไร
- พ.ศ. 2456 โปรดให้ใช้ “พุทธศักราช” เป็นครั้งแรก แทนรัตนโกสินทร์ศก ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน
- พ.ศ. 2454 สมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงนำวิธีแปลโดยเขียนมาใช้ในการสอบบาลีสนามหลวงเป็นครั้งแรก เริ่มด้วยประโยค 1-2 และใช้เป็นทางการทุกปี จนครบถึง 9 ประโยคในปี 2469 ทรงเริ่มการศึกษาใหม่อีกหลักสูตร ชื่อว่า “นักธรรม”
- พ.ศ. 2462-2463 โปรดให้พิมพ์คัมภีร์อรรถกถาแห่งพระไตรปิฏก เพื่อนอุทิศถายพระราชกุศลแด่สมเด็จพระพันปีหลวง
พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว
- พ.ศ. 2468 ขึ้นครองราชย์
- โปรดให้จัดพิมพ์ “พระไตรปิฏก ฉบับ สยามรัฐ” จบละ 45 เล่ม จำนวน 4,500 จบ ทรงพระราชทานไปยังประเทศต่างๆ ประมาณ 400-450 จบ
- โปรดให้ราชบัณฑิตยสภา เปิดการประกวดแต่งหนังสือสอนพระพุทธศาสนาสำหรับเด็กในงานพระราชพิธีวิสาขบูชา โดยหนังสือที่ได้รับรางวัลเล่มแรกคือ “ศาสนาคุณ” ของหม่อมเจ้าหญิงพุนพิศมัยดิศกุล
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล
- พ.ศ. 2477 ขึ้นครองราชย์
- เริ่มงานแปลพระไตรปิฏกเป็นภาษาไทย แบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ แปลโดยอรรถ และ แปลโดยสำนวนเทศนา … อย่างหลักได้สำเร็จในปี 2492 แต่อย่างแรกยังค้างอยู่ และ ได้นำมาดำเดินงานต่อ โดยจัดเป็นผลงานเนื่องในงานฉลอง 25 พุทธศตวรรษ
- พ.ศ. 2484 รัฐบาลสร้าง “วัดพระศรีมหาธาตุ” ขึ้นที่บางเขน อาราธนาพระสงฆ์ 2 นิกายไปอยู่ร่วมกัน เพื่อรวมนิกาย แต่ว่าไม่สำเร็จ
- พ.ศ. 2488 มหามกุฏราชวิทยาลัย ได้ประกาศตั้งตนเป็นมหาวิทยาลัยสงฆ์ ชือ สภาการศึกษามหามกุฏราชวิทยาลัย เมื่อวันที่ 10 ธันวา 2488
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช
- พ.ศ. 2489 ขึ้นครองราชย์
- ความสนใจพุทธศาสนาเกิดขึ้นมากในฝ่ายคฤหัสถ์ เกิดสมาคมทางพุทธศาสนาขึ้นมาก เช่น พุทธสมาคม, ยุวพุทธสมาคม เป็นต้น แม้แต่ในมหาลัยต่างๆก็เกิดมีชุมนุมทางพุทธศาสนาขึ้น
- พ.ศ. 2490 มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ได้ประกาศตั้งเป็นมหาวิยาลัยฝ่ายพระพุทธศาสนา เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2490
- พ.ศ. 2499 ในหลวงทรงออกผนวช ณ. วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ในวันที่ 22 ตุลา ทรงประทับอยู่ ณ. วัดบวรฯเป็นเวลา 15 วัน จึงทรงลาผนวช
- พ.ศ. 2500 มีงานเฉลิมฉลอง 25 พุทธศตวรรษ ในวันที่ 12-18 พฤษภาคม ที่สนามหลวง
- พ.ศ. 2501 เริ่มเกิดมี โรงเรียนพุทธศาสนาวันอาทิตย์ ขึ้นแห่งแรกที่ มหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย จากนั้น ก็มีผู้นิยมจัดตามเป็นอันมาก
- พ.ศ. 2505 รัฐบาล ออก พ.ร.บ. คณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 โดยมีเหตุผลจะปรับปรุงการดำเนินกิจการคณะสงฆ์ ให้สมเด็จพระสังฆราชทรงบัญชาการคณะสงฆ์ทางมหาเถรสมาคมโดยตรง มิให้เป็นการแบ่งแยกอำนาจ เพื่อถ่วงดุลย์อำนาจ อย่างในพ.ร.บ. คณะสงฆ์ พ.ศ. 2484
- พ.ศ. 2508 องค์การพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก ได้มาตั้งสำนักงานในไทย โดยมีกำหนดเวลา 4 ปี แต่ภายหลังที่ประชุมได้มีมติให้อยู่ในไทยเป็นการถาวร
- พ.ศ. 2509 ในหลวงทรงไปเปิดวัดพุทธปทีป ในลอนดอน ประเทศอังกฤษ ซึ่งเป็นวัดไทยแห่งแรกในตะวันตก
- พ.ศ. 2514 เกิดวัดไทยแห่งแรกให้อเมริกา ชื่อ ศูนย์พุทธศาสนาเถรวาท (ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น วัดไทยลอสแองเจลีส)
- ได้เกิดมีชาวต่างชาติเข้ามาศึกษาศาสนาพุทธในไทยเป็นจำนวนมาก ถึงกับเกิดมีวัดหนึ่งเป็นที่สำหรับภิกษุต่างชาติ คือ วัดป่านานาชาติ ในจังหวัด อุบล (สาขาของวัดหนองป่าพง ที่พระอาจารย์ชา เป็นเจ้าอาวาส)
- พ.ศ. 2525 สมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี ได้มีพิธีสมโภชพระพุทธรูปประธานพุทธมณฑล เพื่อเปิดให้ประชาชนได้เข้าชมและนมัสการที่ พุทธมณฑล จ. นครปฐม
……………………………………………………………………….
ที่่มาครับ เรียบเรียงจากหนังสือ พระพุทธศาสนาในอาเซีย โดย พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตโต)
……………………………………………………………………….














