RSS

พุทธประวัติ ตอน โปรดอาฬวกยักษ์

04 Sep

ตอนพระพุทธเจ้าทรมานอาฬวกยักษ์เนี่ย เป็นตอนที่สนุกนะครับ ตอนนี้เราทุกคนส่วนใหญ่ก็น่าจะรู้ว่า เป็นตอนที่สำคัญขนาดได้ถูกกล่าวถึงในพุทธชัยมงคลคาถา

แต่ที่น่าสนใจกว่านั้นคือ บทสนทนาของ อาฬวกยักษ์กับพระพุทธเจ้า ผมว่านี่คือธรรมะชั้นดีเลยครับ

ลองอ่านกันดูนะครับ….. ผมไม่ได้เขียนเองหรอกครับ ไปเอามาจากเวปอื่นอีกที ^ ^

********************************************************


มาราติเรกะมะภิยุชฌิตะสัพพะรัตติง
โฆรัมปะนาฬะวะกะมักขะมะถัทธะยักขัง
ขันตีสุทันตะวิธินา ชิตะวา มุนินโท
ตันเตชะสา ภะวะตุ เต* ชะยะมังคะลานิ


อาฬะวะกะยักษ์ผู้มีจิตกระด้าง ปราศจากความยับยั้ง
มีฤทธิ์ใหญ่ยิ่งกว่าพระยามาร เข้ามาประทุษร้ายอยู่ตลอดรุ่ง
องค์พระจอมมุนีก็เอาชนะได้ ด้วยขันติบารมี
ด้วยเดชะอันนี้ ขอชัยมงคลจงมีแก่เรา

********************************************************

พุทธชัยมงคลคาถาบทที่ ๒ กล่าวถึงชัยชนะของพระพุทธเจ้าที่มีต่ออาฬวกยักษ์ ซึ่งเป็นยักษ์ที่ดุร้าย ใจคอเหี้ยมโหด เต็มไปด้วยโทสะ และโมหะ แต่พระพุทธเจ้าก็ทรงเอาชนะได้ด้วยขันติบารมี คาถาบทนี้นิยมใช้สำหรับการเอาชนะศัตรูผู้กระด้างกระเดื่อง ศัตรูผู้เป็นอันธพาล เป็นต้น
ที่มาของชัยชนะครั้งนี้เกิดขึ้นในพรรษาที่ ๑๖ รายละเอียดมีดังนี้


ยักษ์นั้น เป็นเทวดาจำพวกหนึ่งอยู่ในสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิก อยู่ในปกครองของท้าวเวสสุวรรณ ในสมัยที่เป็นมนุษย์นั้น บุคคลพวกนี้มักเป็นคนเจ้าโทสะ โกรธง่าย โมโหง่าย แต่ได้ทำบุญอยู่บ่อยๆ เมื่อละจากโลกนี้ไปแล้วจึงได้ไปเกิดเป็นยักษ์

ในครั้งพุทธกาล มียักษ์ตนหนึ่ง ชื่อ อฬวกยักษ์ มีวิมานอยู่ที่ต้นไทรใกล้เมืองอาฬวี ยักษ์นี้มีฤทธิ์มาก เหาะเหินเดินอากาศได้ และมีนิสัยดุร้าย ชอบจับคนและสัตว์กินเป็นอาหาร โดยอฬวกยักษ์ได้รับพรจากท้าวเวสสุวรรณให้สามารถจับมนุษย์และสัตว์ที่เข้าไปสู่ร่มไทรของตนกินเป็นอาหารได้

ในครั้งนั้น นครอาฬวี มีกษัตริย์ชื่อ พระเจ้าอาฬวกะ

พระเจ้าอาฬวกะเป็นพระราชาที่โปรดการล่าเนื้อมาก พระองค์เสด็จออกล่าเนื้อเป็นประจำ ระหว่างการล่าเนื้อพระองค์ได้ตั้งกติกาว่าถ้าเนื้อหนีออกไปทางผู้ใด ผู้นั้นจะต้องรับผิดชอบติดตามเนื้อนั้นกลับมาให้ได้

วันหนึ่ง ระหว่างการออกล่าเนื้อ เนื้อตัวหนึ่งได้หลบหนีไปทางที่พระเจ้าอาฬวกะประทับอยู่ ดังนั้น พระองค์จึงทรงธนูเสด็จติดตามเนื้อนั้นไปเป็นระยะทางถึง ๓ โยชน์ ในที่สุด พระองค์ก็สามารถฆ่าเนื้อนั้นได้

พระเจ้าอาฬวกะทรงตัดเนื้อออกเป็น ๒ ท่อน แล้วหาบกลับมา ระหว่างที่เสด็จกลับมานั้นเป็นเวลาเที่ยง เมื่อพระองค์เห็นต้นไทรใบหนาร่มเย็นจึงได้เสด็จเข้าไปประทับพักเหนื่อย โดยไม่รู้ว่าเป็นที่อยู่ของอฬวกยักษ์ พระองค์จึงถูกอฬวกยักษ์จับตัวไว้กินเป็นอาหาร แต่พระเจ้าอาฬวกะทรงขอชีวิตและสัญญาว่าจะส่งคนและสำรับอาหารมาให้เป็นประจำ วันใดพระองค์ไม่ส่งคนมาให้ ก็ขอให้อาฬวกยักษ์ไปจับพระองค์กินได้ อาฬวกยักษ์จึงปล่อยพระองค์ไป

เมื่อพระเจ้าอาฬวกะเสด็จกลับพระนครแล้ว พระองค์ก็ทรงปฏิบัติตามสัญญาโดยจัดส่งนักโทษไปให้อาฬวกยักษ์กินเป็นอาหารทุกวัน
อาฬวกะยักษ์นี้มีกำลังมาก เคี้ยวกินนักโทษเหมือนกินเผือกกินมัน คนที่ไปส่งนักโทษเห็นเข้าก็หวาดกลัว นำมาบอกเล่าสู่กันฟังจนชาวเมืองอาฬวีไม่มีผู้ใดกล้าทำความผิด ในไม่ช้าจึงไม่มีนักโทษส่งไปให้ยักษ์อีก แม้พระเจ้าอฬวกะจะแกล้งเอาทรัพย์ไปทิ้งล่อไว้กลางทาง ก็ยังไม่มีใครกล้าหยิบฉวยเอาทรัพย์นั้นเป็นของตนเพราะกลัวจะถูกจับเอาไปเป็นอาหารยักษ์


สนาอำมาตย์จึงแนะนำให้นำเด็กบ้านละ ๑ คน ส่งไปเป็นอาหารยักษ์ ทำให้บ้านที่มีบุตรหรือบ้านที่มารดากำลังมีครรภ์อยู่ พากันอพยพหนีไปอยู่เมืองอื่น เมืองอฬวีต้องจัดส่งคนไปเป็นอาหารแก่อฬวกะยักษ์อยู่ถึง ๑๒ ปี ในที่สุดก็ไม่มีเด็กจะให้ยักษ์กิน คงเหลือเด็กเพียงคนเดียว ก็คือ อาฬวกกุมาร พระโอรสของพระเจ้าอาฬวกะนั่นเอง ซึ่งพระเจ้าอาฬวกะก็ตัดสินใจส่งราชโอรสของตนให้ไปเป็นอาหารของยักษ์เพื่อทรงปฏิบัติตามสัญญา

เช้าตรู่วันนั้น พระพุทธเจ้าทรงตรวจดูสรรพสัตว์ด้วยสัพพัญญุตาญาน ได้ทรงเห็นว่าอาฬวกยักษ์นี้มีอุปนิสัยพอจะบรรลุโสดาปัตติผลได้ ครั้นทรงกระทำภัตตกิจเช้าเสร็จแล้ว จึงเสด็จจากเมืองสาวัตถีไปยังที่อยู่ของอาฬวกยักษ์ เป็นระยะทาง ๓๐ โยชน์

พระพุทธเจ้าทรงเสด็จถึงหน้าวิมานของอาฬวกยักษ์ในเวลาค่ำ ยักษ์รักษาประตูชื่อ คัทรภะ เห็นจึงเข้าไปถวายบังคมแล้วกราบทูลถาม พระพุทธองค์ทรงตรัสตอบว่า พระองค์มีพระประสงค์จะพักแรมในที่นี้สักคืนหนึ่ง คัทรภยักษ์ จึงกราบทูลว่า เจ้าของวิมานนี้คือ อาฬวกยักษ์ เป็นยักษ์ที่โหดร้ายหยาบคายมาก ไม่ยอมไหว้ใครๆ แม้แต่บิดามารดาของตน ไม่รู้จักสมณะชีพราหมณ์ และไม่เคารพพระรัตนตรัย พระพุทธองค์อาจจะมีอันตรายได้ แต่พระพุทธเจ้าก็ทรงออกพระโอษฐ์ขอพักอาศัยถึง ๓ ครั้ง ในที่สุดคัทรภยักษ์ก็อนุญาตให้พระพุทธองค์เข้าพักได้ แต่ขอให้ตนไปแจ้งให้อาฬวกยักษ์ทราบเสียก่อน แล้วคัทรภยักษ์ก็ออกจากวิมานมุ่งตรงไปป่าหิมพานต์ เพื่อแจ้งให้อาฬวกยักษ์ซึ่งกำลังประชุมอยู่ที่สมาคมยักษ์ได้ทราบ
ขณะนั้น ประตูวิมานของอาฬวกยักษ์ก็เปิดออกเอง พระพุทธเจ้าจึงเสด็จเข้าไปประทับนั่ง เปล่งพระรัศมีเป็นสีทองอยู่บนบัลลังก์ทิพย์ของอาฬวกยักษ์ พวกนางสนมของอาฬวกยักษ์เห็นพระพุทธเจ้าเสด็จเข้าไปก็มีความยินดี พากันมาถวายบังคมแล้วมานั่งฟังธรรม

ทางด้านคัทรภยักษ์ เมื่อไปถึงป่าหิมพานต์ก็นำความไปแจ้งอาฬวกยักษ์ให้ทราบ อาฬวกยักษ์ก็นิ่งไว้ไม่ได้แสดงอาการเพราะอาย กลัวว่ายักษ์อื่นจะรู้ว่ามีพระสมณะเข้าไปในที่อยู่ของตน

ขณะที่พระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมโปรดนางสนมยักษ์อยู่นั้น มียักษ์อีก ๒ ตน คือ สาตาคิรยักษ์ และเหมวตยักษ์ พร้อมด้วยบริวาร พากันเหาะไปประชุมที่ป่าหิมพานต์ แต่เมื่อมาถึงวิมานของอฬวกยักษ์ก็ไม่สามารถจะเหาะผ่านไปได้ พอทราบว่าพระพุทธองค์ประทับอยู่จึงพากันแวะลงไปเฝ้าฟังธรรมก่อนจะเดินทางต่อ เมื่อไปถึงสมาคมยักษ์แล้ว สาตาคิรยักษ์และเหมวตยักษ์ จึงแจ้งให้อาฬวกยักษ์ทราบว่าพระพุทธองค์ประทับอยู่ที่วิมานของเขา และแนะนำให้เขาไปเฝ้าพระพุทธองค์


เมื่อได้ทราบเช่นนั้นแล้ว อาฬวกยักษ์ก็โกรธเป็นฟืนเป็นไฟ แม้สาตาคิรยักษ์และเหมวตยักษ์ จะอธิบายว่าพระบรมศาสดาคือพระโพธิสัตว์ที่จุติจากดุสิตสวรรค์มาตรัสรู้เพื่อสั่งสอนสรรพสัตว์ อันเทวดาทั้งหลายรู้ดี แต่อฬวกยักษ์ก็ไม่ยอมเชื่อฟัง ลุกขึ้นเอาเท้าซ้ายเหยียบพื้นศิลา เท้าขวาเหยียบยอดเขาไกรลาส ส่งเสียงร้องประกาศชื่อของตนดังก้องไปทั่วชมพูทวีป

อิทธิฤทธิ์ของอาฬวกยักษ์นั้น แม้เสียงร้องประกาศก็ดังก้องไปทั่วชมพูทวีป นับเป็นเสียงหนึ่งในบรรดาเสียงดังพิเศษ ๔ อย่างที่ได้ยินกันทั่วชมพูทวีป คือ

๑. เสียงปุณณกยักษ์ส่งเสียงไชโย ในคราวชนะพนันพระเจ้าธนัญชัยโกรพยะ
๒. เสียงท้าวสักกะร้องประกาศขู่จะกินพุทธบริษัทผู้ใจบาป ไม่ถือศีลถือธรรมครั้งปลายพุทธกาลของพระกัสสปพุทธเจ้า
๓. เสียงพระเจ้ากุสราชร้องประกาศพระนามของพระองค์ ในคราวที่พระองค์ทรงพาพระนางปภาวดีเสด็จขึ้นช้างออกจากพระนคร เมื่อนครกุสาวดีถูกกษัตริย์ทั้ง ๗ ปิดล้อม และ
๔. เสียงอาฬวกยักษ์ในครั้งนี้


แล้วอาฬาวกยักษ์ก็บันดาลลมพายุใหญ่ ให้พัดตรงเข้าทำลายพระพุทธเจ้า แต่พระพุทธเจ้าทรงอธิษฐานปิดภัยพิบัตินั้นเสีย

อาฬวกยักษ์บันดาลห่าฝนใหญ่ให้ตกลงมา จะใช้น้ำท่วมพระพุทธเจ้าให้ตาย แต่แม้ว่าฝนจะตกรุนแรงจนแผ่นดินแตกเป็นช่องๆ แต่ฝนนั้นก็ไม่อาจเปียกจีวรของพระผู้มีพระภาคเจ้าได้

อาฬวกยักษ์บันดาลฝนแผ่นหินให้ตกลงมายอดเขาใหญ่ๆ พ่นควันลุกโพลงลงมาทางอากาศ แต่พอถึงพระพุทธเจ้า ฝนหินก็กลับกลายเป็นดอกไม้ทิพย์ไปทันที

อาฬวกยักษ์ทำฝนเครื่องประหาร ฝนถ่านเพลิง ฝนเถ้ารึง ฝนทราย ให้ตกลงมา แต่ฝนเหล่านั้นก็กลายเป็นของหอมอันเป็นทิพย์มาบูชาพระพุทธองค์ไปจนหมดสิ้น

อาฬวกยักษ์นั้น เมื่อไม่อาจทำอันตรายพระพุทธเจ้าได้ด้วยการบันดาลฝนต่างๆ จึงพาพลยักษ์และภูตเข้าไปหา แต่ภูตเหล่านั้นก็ไม่อาจเข้าใกล้พระพุทธเจ้าได้ ดุจดังแมลงวันไม่อาจตอมก้อนเหล็กที่ลุกโพลงได้ฉันนั้น

ผ่านไปครึ่งคืน อาฬวกยักษ์คิดว่าจำเป็นต้องใช้อาวุธที่ร้ายแรงที่สุดของตน ก็คือ ทุสสาวุธ ซึ่งมีอานุภาพร้ายแรงดุจวชิราวุธของพระอินทร์ คฑาวุธของท้าวเวสสุวรรณ และนัยนาวุธของพระยายมราช

ทุสสาวุธนี้มีลักษณะเป็นผืนผ้า หากโยนขึ้นไปในอากาศ ก็จะทำให้ฝนแล้งถึง ๑๒ ปี ถ้าทิ้งลงพื้นดิน ต้นไม้ต่างๆ ก็จะไหม้ทำลายถึง ๑๒ ปี ถ้าทิ้งลงมหาสมุทร น้ำก็จะแห้งขอด ถ้าทิ้งบนภูเขา แม้เขาสิเนรุมาศก็จะระเบิดกระจัดกระจายเป็นผุยผง

เมื่ออฬวกยักษ์จะใช้ทุสสาวุธ บรรดาเทวดาทั่วหมื่นโลกธาตุต่างก็มาชุมนุมกันเต็มไปหมด เพื่อรอดูพระบารมีของพระพุทธองค์ในการปราบอฬวกยักษ์

อาฬวกยักษ์เหาะวนรอบพระพุทธเจ้า แล้วปล่อยทุสสาวุธไปในอากาศ ทุสสาวุธก็ส่งเสียงดังน่าสะพรึงกลัวประดุจสายฟ้าผ่า แต่สุดท้ายก็ลอยตกลงมากลายเป็นผ้าเช็ดพระบาทที่แทบเท้าพระพุทธองค์

อาฬวกยักษ์เห็นดังนั้น คิดว่าอาวุธทั้งหมดไม่อาจทำอันตรายพระพุทธองค์ได้ จึงออกคำสั่งแก่พระพุทธองค์ว่า “สมณะ ท่านจงออกไปเดี๋ยวนี้”
พระพุทธเจ้าทรงดำริว่าอฬวกยักษ์เป็นผู้มีจิตใจแข็งกระด้าง หากตอบโต้ด้วยความแข็งกระด้างก็จะกลับมีจิตใจกระด้างขึ้นกว่าเก่า ดำริแล้วก็ทรงลุกขึ้นและเสด็จออกจากวิมานยักษ์

อฬวกยักษ์เห็นดังนั้นจิตใจก็อ่อนลง คิดว่าพระพุทธเจ้านี้ว่าง่าย แล้วออกคำสั่งต่อว่า “สมณะ ท่านจงเข้าไป” พระพุทธเจ้าก็ทรงเสด็จเข้าไปในวิมานยักษ์ อฬวกยักษ์ได้ใจ ออกคำสั่งให้พระพุทธเจ้าเข้าๆ ออกๆ อยู่ ถึง ๓ ครั้ง ซึ่งพระพุทธเจ้าก็ทรงทำตาม ประดุจการตามใจบุตรเมื่อร้องไห้ แต่เมื่อถึงครั้งที่ ๔ อฬวกยักษ์สั่งว่า “สมณะ ท่านจงออกไป” ครั้งนี้พระพุทธเจ้าทรงดำรัสตอบว่า “เราไม่ออกไป ท่านจะทำอะไรก็ทำเถิด”
เมื่ออฬวกยักษ์ถามเหตุผล พระพุทธเจ้าก็ตรัสตอบว่า “เมื่อเราเข้ามานั้นเราไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของบ้าน เมื่อเจ้าให้ออกเราจึงออก แต่เมื่อเจ้าผู้เป็นเจ้าของบ้านอนุญาตให้เราเข้ามาแล้ว เหตุใดเราต้องออกไปอีก ดูก่อน อฬวกยักษ์ เจ้าอนุญาตให้ใครเขาเข้ามาแล้วออกปากไล่เขานั้น ไม่มีมารยาท ไม่มีใครนับถือ”


อาฬวกยักษ์แปลกใจในพุทธปัญญา จึงเปลี่ยนเป็นทูลถามปัญหา โดยขู่ว่าหากพระองค์แก้ไม่ได้ เขาก็จะฉีกหัวใจ และจับร่างพระองค์เหวี่ยงข้ามแม่น้ำคงคา

แล้วอฬวกยักษ์ก็ไปนำคำถามมาถามพระพุทธเจ้า โดยคำถามนี้มีที่มาจากในอดีตกาลในสมัยพระพุทธเจ้าองค์ก่อน คือ พระกัสสปะพุทธเจ้า บิดามารดาของอาฬวกยักษ์ได้เคยถามปัญหาจากพระพุทธกัสสปะ และได้นำมาสั่งสอนอฬวกยักษ์ แต่พอนานวันเข้าอฬวกยักษ์ก็จำได้แต่คำถาม แต่ลืมคำตอบ ถามใครๆ ก็ไม่มีใครตอบได้ เพราะเป็นปัญหาที่ตอบได้เฉพาะพระพุทธเจ้า อฬวกยักษ์จึงเขียนคำถามเก็บไว้ในวิมาน

พระพุทธเจ้าก็ทรงแก้ปัญหาให้อฬวกยักษ์เหมือนที่พระพุทธกัสสปะเคยแก้ไว้ ดังนี้
ปุจฉา : อะไรเป็นทรัพย์เครื่องปลื้มใจอันประเสริฐของคนในโลกนี้ อะไรที่บุคคลประพฤติดีแล้วนำความสุขมาให้ อะไรเป็นรสอันล้ำเลิศกว่ารสทั้งหลาย และผู้เป็นอยู่อย่างไรที่นักปราชญ์ยกย่องว่าประเสริฐสุด
วิสัชนา : ศรัทธาเป็นทรัพย์อันประเสริฐของคนในโลก ธรรมอันบุคคลประพฤติดีแล้วนำความสุขมาให้ ความสัตย์เป็นรสอันล้ำเลิศกว่ารสทั้งหลาย และผู้อยู่ด้วยปัญญานักปราชญ์ทั้งหลายสรรเสริญว่าประเสริฐสุด
ปุจฉา : คนข้ามโอฆะได้อย่างไร ข้ามอรรณพได้อย่างไร ล่วงทุกข์ได้อย่างไร บริสุทธิ์ได้อย่างไร
วิสัชนา : คนข้ามโอฆะได้ด้วยศรัทธา ข้ามอรรณพได้ด้วยความไม่ประมาท ล่วงทุกข์ได้ด้วยความเพียร บริสุทธิ์ได้ด้วยปัญญา
ปุจฉา : คนมีปัญญาได้อย่างไร หาทรัพย์ได้อย่างไร หาชื่อเสียงได้อย่างไร ผูกมิตรได้อย่างไร และทำอย่างไรจึงจะไม่เศร้าโศกเมื่อไปสู่ภพหน้า
วิสัชนา : บุคคลเชื่อฟังธรรมย่อมได้ปัญญา บุคคลไม่ประมาท ฉลาด ไม่ทอดธุระ มีความเพียร ย่อมหาทรัพย์ได้ บุคคลย่อมได้ชื่อเสียงเพราะความสัตย์ ผู้ให้ย่อมผูกมิตรไว้ได้ และบุคคลผู้มีธรรม ๔ ประการ คือ สัจจะ ทมะ จาคะ และขันติ บุคคลนั้นละโลกนี้ไปแล้วย่อมไม่เศร้าโศก

ในที่สุดแห่งการทูลถามปัญหานี้ อาฬวกยักษ์ ผู้ส่งจิตใจไปตามพระธรรมเทศนา ก็สำเร็จเป็นพระโสดาบันในรุ่งแจ้งนั้นเอง

เมื่ออาฬวกยักษ์สำเร็จเป็นพระโสดาบันแล้วก็เปล่งเสียงสาธุการ เป็นเวลาเดียวกับที่คนจากเมืองอาฬวีนำอาฬวกกุมารมามอบให้

อาฬวกยักษ์รับพระราชกุมารนั้นแล้วก็ประคองราชกุมารน้อมถวายแด่พระพุทธองค์ด้วยความเคารพ พระพุทธองค์ทรงรับพระราชกุมารนั้นมา ทรงประทานพรแล้วทรงมอบคืนให้คนของกษัตริย์เมืองอาฬวี พระราชกุมารนั้นจึงมีพระนามว่า หัตถกอาฬวกะ

แล้วพระพุทธเจ้าก็เสด็จเข้าไปบิณฑบาตในเมืองอาฬวี มีอาฬวกยักษ์เดินถือบาตรและสังฆาฏิตามมาส่งถึงครึ่งทางแล้วจึงกลับ หลังจากนั้นอาฬวกยักษ์ก็อยู่ในศีลธรรม เลิกกินเนื้อมนุษย์ตั้งแต่บัดนั้น

ฝ่ายพระเจ้าอาฬวกะพร้อมด้วยข้าราชบริพารและประชาชน ได้ตามไปเฝ้าพระพุทธเจ้าที่โคนต้นไม้แห่งหนึ่งใกล้ประตูเมืองอาฬวี และทูลถามเหตุว่าพระพุทธองค์ทรงโปรดยักษ์ร้ายได้อย่างไร

พระพุทธเจ้าจึงทรงแสดงอาฬวกสูตร กษัตริย์และประชาชนเหล่านั้นได้ฟังธรรมแล้วก็บรรลุมรรคผลถึง ๘๔,๐๐๐ คน ส่วนหัตถกอาฬวกกุมาร ต่อมาก็ได้บวชเรียนและสำเร็จเป็นพระอนาคามี


หัตถกอาฬวกกุมาร นั้น เมื่อเจริญวัยขึ้นมา ได้ฟังพระธรรมเทศนาจากพระบรมศาสดา ได้บรรลุเป็นพระอนาคามี ประกาศตนเป็นอุบาสกขอถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะตลอดชีวิต เมื่อเขาจะไปที่ใด ๆ ก็จะมีอุบาสกผู้เป็นอริยะ ๕๐๐ คน ติดตามแวดล้อมตลอดเวลา พระบรมศาสดาได้ตรัสถามเขาว่า “ มีหลักสงเคราะห์บริษัทบริวารอย่างไร? ”

หัตถอาฬวกกุมาร กราบทูลว่า:-

“ ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ข้าพระองค์สงเคราะห์ด้วยสังคหวัตถุ ๔ ประการคือ:-

๑. ทาน ถ้าเขายินดีด้วยการให้ข้าพระองค์ก็สงเคราะห์ด้วยการให้

๒. ปิยวาจา ถ้าเขายินดีด้วยการพูดจาไพเราะน่ารัก ข้าพระองค์ก็สงเคราะห์ด้วยวาจาไพเราะน่ารัก

๓. อัตถจริยา ถ้าเขายินดีด้วยการให้ทำกิจที่เกิดขึ้นจนสำเร็จข้าพระองค์ก็สงเคราะห์ด้วยการช่วยทำกิจที่เกิดขึ้นให้สำเร็จ

๔. สมานัตตตา ถ้าเขายินดีด้วยการวางตนเสมอกัน ข้าพระองค์ก็สงเคราะห์ด้วยการวางตนเสมอกัน

พระบามศาสดา ทรงอนุโมทนาในการสงเคราะห์บริษัทบริวารของเขา แล้วทรงประกาศบกย่องหัตถอาฬวกอุบาสก ให้ดำรงตำแหน่งเอตทัคคะ เป็นผู้เลิศกว่าอุบาสกทั้งปวง ในฝ่าย ผู้สงเคราะห์บริษัทด้วยสังควัตถุ ๔.


ที่มาครับ

http://board.palungjit.com/f14/พระพุทธองค์ทรงกำราบอาฬวก-ยักษ์ดุร้าย-ใจคอเหี้ยมโหด-เต็มไปด้วยโทสะ-และโมหะ-172996.html

http://www.larnbuddhism.com/atatakka/pratera/ubasok4.html

********************************************************


พระพุทธรูปปางโปรดอาฬวกยักษ์ วัดพระปฐมเจดีย์ ราชวรมหาวิหาร จังหวัดนครปฐม พระพุทธรูปอยู่ในพระอิริยาบถประทับ ( นั่ง ) ขัดสมาธิ พระหัตถ์ซ้ายอยู่บนพระเพลา ( ตัก ) พระหัตถ์ขวายกขึ้นเสมอพระอุระ ( อก ) จีบนิ้วพระหัตถ์ เป็นกิริยาทรงแสดงธรรม บางแบบพระหัตถ์ซ้ายวางบนพระชานุ ( เข่า )

ที่มาครับ

http://www.dhammathai.org/pang/pang13.php


 
16 Comments

Posted by on September 4, 2010 in ชาดก, ธรรมะ

 

Tags: , , , , ,

16 responses to “พุทธประวัติ ตอน โปรดอาฬวกยักษ์

  1. ธนภูมิ

    June 12, 2011 at 00:43

    อ่านแล้วสนุกและได้ใจความ พร้อมทั้งเพียบพร้อมด้วยธรรมมะมากครับ

     
  2. jinny

    January 5, 2012 at 14:47

    จะเช่าบูชาพระพุทธรูปปางโปรดอาฬวกะยักษ์ได้จากที่ใดคะ รบกวนช่วยแนะนำด้วยคะ ขอบคุณมากคะ

     
    • Trang Suwannasilp

      January 5, 2012 at 17:23

      แฮะๆ ไม่ทราบเหมือนกันครับ ^ ^”

       
  3. car

    February 20, 2012 at 21:02

    Ceartaree Bill .

    IT The best .

    I am so very happy .

    Thank you .

     
  4. TATTI

    September 7, 2012 at 15:46

    สาธุ สาธุ สาธุ

     
  5. somlak wanyo

    October 14, 2012 at 14:56

    ผมเคยไปเยี่ยมท่านอาฬวกะยักษ์มาแล้วครั้งหนึ่ง ขากลับท่านได้มาส่งผมกับพระอาจารย์ท่วัดเชียงป้อม เมืองอาฬวี (จิงหง)

     
  6. editor/target=post;postID=3173410889436627325;onPublishedMenu=allposts;onClosedMenu=allposts;postNum=0;src=postname

    July 3, 2015 at 11:21

    excellent issues altogether, you simply gained a brand
    new reader. What may you suggest in regards to your submit that you
    just made some days in the past? Any certain?

     
  7. theerawat asorawet

    March 8, 2016 at 19:17

    ขอบคุณครับ

     
  8. Ni

    June 29, 2016 at 15:33

    เยี่ยมมากเลยค่ะ

     
  9. ศิริพร ใจยะเขียว

    June 30, 2016 at 14:10

    ชอบมากค่ะเพราะศรัทธาพระพุทธเจ้าสูงสุด

     
  10. Anonymous

    August 16, 2016 at 13:02

    ชอบๆๆ

     
  11. Anonymous

    September 14, 2016 at 15:49

    สาธุ สาธุ สาธุ

     

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: