RSS

วิกฤตการณ์ รศ.112 เหตุการณ์ที่ไทยเกือบเสียเอกราชมากที่สุด

13 Jul

ภาพการรบระหว่างไทย-ฝรั่งเศส ใน วิกฤตการณ์ ร.ศ. 112 ที่ปากน้ำเมืองสมุทรปราการ ซึ่งนำไปสู่การเสียดินแดนของไทยให้แก่ฝรั่งเศสเป็นจำนวนมาก

วันนี้ 13 กค. เป็นครบรอบ วันวิกฤตการณ์ รศ.112 (พ.ศ. 2436) ซึ่งถือได้ว่าเป็นเหตุการณ์ที่ไทยเกือบเสียเอกราชมากที่สุดครับ

ผมโชคดีได้ไปอ่าน Time Line ของทวิตเตอร์คุณ @Tawporn ที่ได้สรุปเรื่องนี้ไว้แล้วชอบมาก เลยขออนุญาตก๊อปมาลงไว้ในที่นี้ … ลองอ่านกันดูนะครับ

……………………………………………………………………………………………………

วันนี้ครบรอบ 119 ปีวิกฤตการณ์ รศ.112 เหตุการณ์ที่สยามจวนเจียนจะเสียเอกราชมากที่สุด จึงขอเอาเรื่องเก่ามาเล่าอีกสักครั้ง

เนื่องจากในยุคนั้นประเทศมหาอำนาจตะวันตกมีนโยบายใน การแสวงหาอาณานิคม และได้แผ่อำนาจเข้ามาล่าเมืองขึ้นในดินแดนแหลมสุวรรณภูมินี้

ร.๕ก็ทรงตระหนักถึงอันตรายของตต.ในเรื่องนี้ จึงทรงดำเนินนโยบายเพื่อพัฒนาประเทศให้ทันสมัย และปรับปรุงกองทัพให้รับกับภัยคุกคามจากชาติตะวันตก

อาทิเช่นการปรับปรุง อาวุธยุทโธปกรณ์ ป้อมต่างๆ รวมทั้งการจ้างนายทหารจากชาติที่ทรงเรียกว่า เข้ามารับราชการ เพื่อสอนกลยุทธอย่างตะวันตกให้สยาม

หนึ่งในโครงการป้องกันประเทศของร.๕ก็คือ ป้อมพระจุลจอมเกล้า ที่บริเวณแหลมฟ้าผ่า สมุทรปราการ เปนป้อมปืนสมัยใหม่ ติดปืนใหญ่6″อามสตรอง 7 กระบอก

และยังมีป้อมผีเสื้อสมุทร ที่ตั้งอยู่บนเกาะกลางน้ำ ติดปืนแบบเดียวกับที่ป้อมพระจุล3กระบอก ซึ่งป้อมปืนทั้งสองนี้มีส่วนในกรณีวิกฤตการปากน้ำ

ปืนที่อยู่ในป้อมพระจุลจอมเกล้าและป้อมผีเสื้อสมุทรเป็นที่รู้จักในนามปืนเสือหมอบ ตามการที่ปืนจะยุบลงในหลุมหลังยิงเสร็จ โดยแรงดันไฮโดรลิค

ในห้วงเวลานั้น สยามยังคงวุ่นวายกับการเตรียมการต้อนรับซาร์เรวิช ที่จะทรงมาเยือนสยาม ในฐานะแขกของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า

แต่ก่อนหน้านั้น สยามได้มีข้อพิพาทกับฝรั่งเศสในเรื่องฝรั่งเศสต้องการนำเรือปืนเข้ามาในแม่น้ำเจ้าพระยาเพิ่ม โดยอ้างเพื่อรักษาผลประโยชน์

สืบเนื่องจากสยามได้พิพาทกับฝรั่งเศสในเรื่องนี้ ทำให้สยามได้มีการเสริมการป้องกันบริเวณปากน้ำอยู่เนืองๆ เช่นจมเรือขวางร่องน้ำ วางทุ่นระเบิด

แต่กระนั้นการป้องกันดังกล่าว ก็ยังทำได้ไม่เต็มรูปแบบ เหตุการณ์ปากน้ำก็ได้เกิดขึ้นเสียก่อนโดยเรือปืนฝรั่งเศส และเรือนำร่องได้ฝ่าแนวป้องกัน

กองเรือฝรั่งเศสประกอบด้วยเรือแองคองสตังค์ เรือปืนโคเมท์ และเรือนำร่องเยเบเซ ภายใต้การบัญชาของ นท.เรจี เบรังเย แห่งทร.ฝรั่งเศสที่ไซง่อน

ในขณะที่ฝ่ายไทยประกอบด้วยเรือกลไฟและเรือใบ9ลำ เรือปืนที่ทันสมัยที่สุดในกองเรือก็คือ เรือมกุฎราชกุมาร ระวางขับน้ำ 609 ตันและป้อมปืนทั้ง2

กำลังป้องกันฝ่ายไทย แม้จะมีจำนวนมากกว่า แต่ก็เป็นเรือขนาดเล็ก เป็นเรือฝึก ปืนประจำเรือส่วนใหญ่เป็นปืนประจุทางปากลำกล้อง และมีขนาดเล็กกว่า

แก้ไข ผบ กองเรือของฝรั่งเศส คือ นท.โบรี นท.เรจี เบรังเย เป็น ผบ กองเรือใยุทธนาวีเกาะช้าง

เมื่อเวลา1700วันที่13กค112 ฝนตกหนักคนบนเรือรบและคนบนฝั่งมองแทบไม่เห็นกัน เรือรบฝรั่งเศส ๒ ลำ และเรือนำร่องก็แล่นเข้ามาในปากน้ำเจ้าพระยา

ป้อมพระจุลได้ยิงด้วยดินเปล่าเตือน ๓ นัดให้ถอยกลับไป แต่กองเรือฝรั่งเศสยังคงรุกเข้ามา ทหารบนฝั่งจึงยิงด้วยลูกจริงให้ลูกปืนตกคล่อมหัวเรือไป

แต่การเตือนก็มิได้เป็นผล เรือฝรั่งเศสยังคงรุกเข้ามาและชักธงรบขึ้นที่เสากาฟ แสดงว่าพร้อมรบเต็มที่ ปืนจากป้อมพระจุลทั้ง 7 กระบอกได้ยิงเตมที่

เรือรบทั้ง9ที่ทอดสมออยู่ได้เข้าร่วมทำการรบกับเรือฝรั่งเศส แต่เนื่องจากเรือมีขนาดเล็กกว่า และล้าสมัยกว่า การรบจึงไม่ได้ผลนัก

ในการรบนี้ทหารเรือไทย ทั้งบนเรือ และในป้อม สูญเสียชีวิตไป 8 นาย สามารถยิงให้เรือนำร่องเยเบเซท้องทะลุ ต้องแล่นไปเกยตื้น และฝรั่งตาย 3 คน

จนเมื่อเวลา 4 ทุ่ม เสียงปืนของป้อมก็เงียบลง เนื่องจากมืด และหมดมุมยิงของปืนในป้อมพระจุล แต่เรือฝรั่งเศสทั้ง2ลำยังคงแล่นทวนน้ำต่อไป

เกร็ดประวัติศาสตร์ ในการรบ เรือมกุฏราชกุมาร โดนยิง กว้าสมอเสียหาย กว้านสมอขึ้นไม่ได้ ต้องตัดโซ่สมอทิ้ง เพื่อหวังแล่นชนเรือฝรั่งเศส

เรือฝรั่งเศสแล่นผ่านป้อมผีเสื้อสมุทรโดยไม่ได้รับการต่อต้าน เนื่องจากมืด มองเป้าไม่ชัด มีการยิงเปะปะจากทั้งสองฝ่าย ไม่เกิดผลอันใด

หลังจากที่ เรือฝรั่งพ้นปากน้ำไปแล้วพระยาชลยุทธโยธินทร์ ได้นั่งรถไฟสายปากน้ำกลับเข้าพระนคร เพื่อขอใช้เรือพระที่นั่งมหาจักรี หวังชนเรือฝรั่ง

โดยพระยาชลยุทธโยธินทร์ หวังจะใช้เรือพระที่นังมหาจักรีระวางขับน้ำ2000ตัน บวกกับเรือมกุฏราชกุมาร นี้จะชน และล่มเรือฝรั่งเศสได้

เรือพระที่นั่งมหาจักรีลำแรก เป็นเรือพระที่นั่งที่ใช้ในารประพาศยุโรป ต่อแบบเรือลาดตระเวณของอังกฤษ มีปืนใหญ่ประจุท้ายทันสมัย มีทวนหัวเรือ

แต่ คำขอของพระยาชลยุทธฯไม่ได้รับการอนุมัติจากที่ประชุมองค์มนตรีและร.๕ เพราะเกรงว่าถึงแม้จะชนะศึกนี้ แต่ฝรั่งเศสอาจยกกองเรือมาภายหลังอีก

วิกฤตการณ์ ร.ศ. 112 (พ.ศ. 2436)
เรือปืนฝรั่งเศสทั้งแองคอสตัง โคเมท์ จึงได้มาทอดสมอหน้าสถานฑูตฝรั่งเศสสมทบกับเรือลูแตง หันปืนไปยังพระบรมมหาราชวังทำทีข่มขู่สยามประเทศ

ฝรั่งเศส ภายหลังการรบ มร.ปาวี ได้ยื่นคำขาด 6 ข้อของรัฐบาลฝรั่งเศส พร้อมขู่จะปิดอ่าวไทย ซึ่งสยามมิได้ทำตามทันที ฝรั่งเศสจึงปิดอ่าว

กองเรือปิดอ่าวของฝรั่งเศสใช้เรือจากสถานีเรือที่ไซ่ง่อน มีเรือตริออมแฟงเป็นเรือธง ทำให้เกิดความเดือดร้อนต่อการค้าขายของสยามอย่างมาก

สุดท้ายสยามยินยอม โดยต้องเสียดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง และถูกปรับเป็นเงิน ๒ ล้านฟรังส์ และถูกยึดเมืองจันทบุรีไว้เป็นประกัน

วิกฤตการณ์ปากน้ำ ทำให้เงินในท้องพระคลังถึงกับหมดเกลี้ยง ต้องใช้เงินถึงแดงที่ล้นเกล้า ร๓ พระราชทานไว้ ใช้ในยามวิกฤต ออกมากูhประเทศ

เล่ากันว่า เงินถุงแดงนั้นเป็นเงินบริสุทธิ์ มีน้ำหนักมาก ขณะที่ขนลงเรือฝรั่งเศส ต้องใส่ล้อเลื่อนมาล้อเลื่อนครูดไปเปนร่องบนถนนเลยทีเดียว

วิกฤตการณ์ปากน้ำ รศ 112 นี้ ทำให้ร๕ ทรงเสียใจมาก ถึงขั้นประชวร ที่ไม่สามารถปกป้องประเทศสยามเอาไว้ได้ ไม่เป็นอันเสวยหรือบรรทมติดต่อกันหลายวัน

จนสมเด็จกรมพระยาดำรงได้ทรงถวายข้อคิด แก่ร๕ จนทรงมีกำลังพระทัยกลับมา และเริ่มพัฒนาประเทศ โดยไม่พึ่งกำลัง และปํญญาของต่างชาติ จบบริบูรณ์

การเสียดินแดนของไทยสมัยรัชกาลที่ 5

ที่มาของภาพต่างๆครับ http://www.hunkhapit.ac.th/wansocial/u2-3.html

 
1 Comment

Posted by on July 13, 2012 in ทั่วไป

 

Tags:

One response to “วิกฤตการณ์ รศ.112 เหตุการณ์ที่ไทยเกือบเสียเอกราชมากที่สุด

  1. Anonymous

    July 10, 2013 at 14:40

    ต้องเป็น 3 ล้านฟรังส์ จำนวนเงินไทยอยู่ที่ 1,605,235.00 บาท

     

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: