RSS

รวมคำสอนเกี่ยวกับคำพูดของพระพุทธเจ้า

15 Apr

วันนี้ได้มีโอกาสสนทนาธรรมะกับคุณเก๋ @sophony เกี่ยวกับคำสอนของพระพุทธเจ้า เรื่องการกล่าววาจาครับ

โชคดีมากครับที่ได้คุย เพราะทำให้ผมได้โอกาสมาค้นๆอ่านพระสูตร/คำสอนต่างๆที่เกี่ยวกับการกล่าววาจา ก็เข้าใจอะไรเพิ่มขึ้นมาอีกนิดหน่อยครับ … ระหว่างอ่านพระไตรปิฏกอยู่ ก็คิดว่าเอามาเก็บไว้ในบล๊อกนี้ดีกว่า คราวหลังจะได้หาเจอง่ายๆ  ^ ^ … ลองอ่านกันดูนะครับ

********************************************************************************

ข้อสังเกตุส่วนตัวครับ (ฟังหูไว้หู อย่าเชื่อผมนะครับ)

ตราบใดที่เราพูดเรื่องจริง เป็นประโยชน์ ถูกเวลา ไม่หยาบ ไม่ส่อเสียด ไม่โกหก ไม่เพ้อเจ้อ ตราบนั้นการพูดของเราก็ไม่ผิดอะไร ส่วนคนฟังจะรูัเศร้าสสดเสียใจเนี่ย ก็เกิดปัญญาของเราจะควบคุมแล้วครับ

เช่นว่า อ.อาจจะบอกเด็กว่า ถ้าเธอตั้งใจอ่านหนังสือ เธอคงไม่สอบตก … คำพูดนี้ไม่ได้ผิดอะไร เป็นความจริง และอ.ท่านก็พูดด้วยความเมตตา แต่ถ้าเด็กจะเสียใจจนร้องไห้ ผมว่าอ.ท่านก็ไม่ผิดอะไรครับ

*** อ่านคอมเมนท์ของคุณภูมิด้านล่างนะครับ คุณภูมิได้เสริมเรื่อง “ธรรมของสัตบุรุษ” ไว้ เขียนอธิบายได้ดีมากเลยครับ ***

********************************************************************************

(1) สุภาษิตสูตร http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=25&A=8499&Z=8534

  • พูดแต่คำที่เป็นสุภาษิต ไม่พูดคำทุพภาษิต (คำไม่เป็นภาษิต)
  • พูดแต่คำที่เป็นธรรม ไม่พูดคำที่ไม่เป็นธรรม
  • พูดแต่คำอันเป็นที่รัก ไม่พูดคำอันไม่เป็นที่รัก
  • พูดแต่คำสัตย์ ไม่พูดคำเหลาะแหละ

(2) วาจาสูตร http://84000.org/tipitaka/pitaka_item/v.php?B=22&A=5650&Z=5658

  • พูดถูกกาละเทศะ
  • พูดแต่คำสัจ
  • พูดจาอ่อนหวาน
  • พูดประกอบด้วยประโยชน์
  • พูดด้วยเมตตาจิต
***พระสูตรที่ 1&2 นี้ พระพุทธเจ้าท่านได้สอนไว้เหมือนกันว่า ลักษณะการพูดแบบนี้ เป็นวาจาสุภาษิต ไม่เป็นทุพภาษิต และเป็นวาจาไม่มีโทษ วิญญูชนไม่ติเตียน***

(3) อภัยราชกุมารสูตร http://84000.org/tipitaka/pitaka_item/v.php?B=13&A=1607&Z เป็นเรื่องเกี่ยวกับ ลักษณะคำพูดของพระพุทธเจ้าครับ สรุปใจความคือ

  • พระพุทธเจ้าจะทราบกาลอันควรที่จะกล่าว เมื่อวาจานั้น เป็นวาจาที่จริง, ประกอบด้วยประโยชน์ ไม่ว่าวาจานั้นจะเป็นหรือไม่เป็นที่รัก/เป็นที่ชอบใจของผู้อื่นหรือไม่
  • ส่วนวาจาที่ไม่จริง หรือ ไม่เป็นประโยชน์นั้น พระองค์จะไม่ทรงกล่าวเลย

(4) วจีสุจริต http://www.84000.org/tipitaka/dic/v_line.php?A=2821&Z=2821

  • เว้นจากพูดเท็จ เว้นจากพูดส่อเสียด เว้นจากพูดคำหยาบ เว้นจากพูดเพ้อเจ้อ;

(5) ปิยวาจา http://www.84000.org/tipitaka/dic/d_seek.php?text=%BB%D4%C2%C7%D2%A8%D2&detail=on#find1

  • ปิยวาจา คือ กล่าวคำสุภาพไพเราะอ่อนหวานสมานสามัคคี ให้เกิดไมตรีและความรักใคร่นับถือ ตลอดถึงคำแสดงประโยชน์ประกอบด้วยเหตุผลเป็นหลักฐานจูงใจให้นิยมยอมตาม
  • เปยยวัชชนะ คือ พูดด้วยน้ำใจหวังดี มุ่งให้เป็นประโยชน์และรู้จักพูดให้เป็นผลดี ทำให้เกิดความเชื่อถือ สนิทสนม และเคารพนับถือกันอย่างเลิศหมายถึง หมั่นแสดงธรรม คอยช่วยชี้แจงแนะนำหลักความจริง ความถูกต้องดีงาม แก่ผู้ที่ต้องการ

********************************************************************************

P.S.1 คำสอนเกี่ยวกับคำพูดมีมากกว่านี้นะครับ เอาไม่ได้เอามาลงทั้งหมด

P.S.2 ขอบคุณคุณเก๋ด้วยนะครับ ที่ชวนผมสนทนาธรรมวันนี้ _/\_

ที่มารูปครับ http://awesomecoolpics.blogspot.com/2010/02/awesome-snoozing-newborn-sleeping.html

********************************************************************************

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

ลักษณะการตอบคำถามของพระพุทธเจ้า
อภัยราชกุมารสูตร

 
12 Comments

Posted by on April 15, 2012 in ธรรมะ

 

Tags: , , , ,

12 responses to “รวมคำสอนเกี่ยวกับคำพูดของพระพุทธเจ้า

  1. sophony (@sophony)

    April 15, 2012 at 09:39

    โอ้ ขอบคุณคุณตรังที่รวบรวมมากครับ ถ้าผมอ่านเจอตรงไหนเพิ่มเติมจะมาช่วยแปะด้วย อนุโมทนาคุณตรังด้วยครับ _/\_

     
    • Trang Suwannasilp

      April 15, 2012 at 17:59

      ความจริง ผมก็มีไอเดียนะครับ ทำเวปขึ้นมา ให้คนช่วยกันเขียนบทความลง อัพเดทกันไปเรื่อยๆ แบ่งเป็นหมวดหมู่ ทำเหมือนพวกเวปข่าวไอทีหน่ะครับ

      ผมว่ามีคนเก่งๆว่าผมอีกเยอะ น่าจะรบกวนเค้ามาช่วยกันเขียนได้ (แค่คิดอ่ะนะครับ ไม่รู้จะเริ่มยังไงเหมือนกัน)

       
      • sophony (@sophony)

        April 17, 2012 at 13:23

        WordPress ก็ทำได้นะครับคุณตรัง (แต่ทำไม่เป็น ^^”)

         
  2. แก้ว

    April 15, 2012 at 22:59

    _/\_ ได้อ่านบทความวันนี้ ก็ได้เตือนสติตัวเองอีกครั้ง เพราะอาชีพที่ทำต้องพูดทุกวัน ทั้งวัน บางครั้งก็ควบคุมอารมณ์ลำบาก โต้ตอบก็ไม่ได้ ก็เลยกล่าววาจาที่ไม่เป็นประโยชน์กับใครแต่สะใจเรา (เนียนจนคู่สนทนาไม่รู้ตัวว่าโดนประชด) ขอบคุณ

     
    • Trang Suwannasilp

      April 20, 2012 at 13:17

      อนุโมทนาด้วยนะครับ -/\-

       
  3. ภูมิ

    May 8, 2012 at 17:05

    ไม่ได้แวะเข้ามาเดือนกว่า มีธรรมทานมากมายให้เก็บเกี่ยวเพื่อเพิ่มพูนปัญญา มีเวลาแล้วจะไล่ตามอ่านนะครับ
    ขออนุโมทนาเช่นเคยครับ _/|\_

    อ่านท่อนนี้แล้วอยากชวนคุยต่อนิดนึง…

    [quote]”…พระพุทธเจ้าท่านไม่ได้บอกให้ “รักษาน้ำใจ”คนฟังเลยครับ ตราบใดที่เราพูดเรื่องจริง เป็นประโยชน์ ถูกเวลา ไม่หยาบ ไม่ส่อเสียด ไม่โกหก ไม่เพ้อเจ้อ ตราบนั้นการพูดของเราก็ไม่ผิดอะไร ส่วนคนฟังจะรูัเศร้าสสดเสียใจเนี่ย ก็เกิดปัญญาของเราจะควบคุมแล้วครับ”[/quote]

    คิดว่าเข้าใจที่ตรังพยายามจะสื่อคือจะพูด(หรือเขียน)อะไรให้ตั้งเจตนาอันเป็นกุศลไว้ แต่ก็ต้องเข้าใจว่าผลนั้นไม่เป็นไปตามคาดได้เสมอ เพราะขึ้นกับการหมายรู้และให้ค่าของฝ่ายผู้ฟัง(หรือผู้อ่าน) อย่างไรก็ตาม ต้องบอกว่าเราเห็นต่างอยู่นิดนึงในส่วนแรกตรงที่ว่าพระพุทธเจ้าท่านไม่ได้บอกให้รักษาน้ำใจคนฟัง

    ส่วนตัวเห็นว่า ‘รักษาน้ำใจคนฟัง’ ก็เป็นแง่มุมสำคัญที่ควรพิจารณาก่อนพูด(หรือเขียน)อะไร
    คือไม่ใช่ว่าถ้ากล่าววาจาที่เป็นจริง เป็นประโยชน์ แล้วจะไม่ต้องแคร์ความรู้สึกของผู้ฟัง
    เพราะบางครั้งกับบางคน เขาอาจให้ค่าคำพูดที่ไม่รักษาน้ำใจแค่คำเดียว มากกว่าร้อยประโยค
    ที่เราพร่ำบอกด้วยเมตตาด้วยซ้ำนะครับ เช่นนั้นแล้วสิ่งที่เราพูดแม้เป็นจริงและหวังให้ก่อประโยชน์
    จะกลับกลายเป็นถ้อยคำสูญเปล่าที่ไม่พึงเอ่ยออกมาตั้งแต่แรกไปเสีย
    (ใครที่มีแฟนขี้งอน หรือมีพ่อแม่ที่ขี้ใจน้อย น่าจะเข้าใจประเด็นนี้เป็นอย่างดี)

    อยากจะเสริมประเด็นนี้ด้วยการยกเอาหลักประการหนึ่งที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสสอนว่าเป็น ‘ธรรมของสัตบุรุษ’
    ———————————————–
    ปุคคลัญญุตา หรือ ปุคคลปโรปรัญญุตา (ความรู้จักบุคคล คือ ความแตกต่างแห่งบุคคลว่า โดยอัธยาศัย ความสามารถ และคุณธรรม เป็นต้น ใครๆ ยิ่งหรือหย่อนอย่างไร และรู้ที่จะปฏิบัติต่อบุคคลนั้นๆ ด้วยดี ว่าควรจะคบหรือไม่ จะใช้จะตำหนิ ยกย่อง และแนะนำสั่งสอนอย่างไร เป็นต้น — knowing the individual; knowing the different individuals)
    ———————————————–

    ธรรมของสัตบุรุษ หรือ ธรรมที่ทำให้เป็นสัตบุรุษ มี 7 ประการ กล่าวโดยย่อเพื่อท่องจำง่่ายๆ
    ได้แก่ รู้เหตุ รู้ผล รู้ตน รู้ประมาณ รู้กาล รู้ชุมชน รู้บุคคล
    ซึ่งเรื่องของการ ‘รู้บุคคล’ นี้สำคัญในการพิจารณาปฏิบัติให้เหมาะสมต่อแต่ละบุคคล
    กับคนที่ไม่คิดอะไรมากเราก็อาจพูดด้วยตรงๆ ได้เลย
    แต่ถ้าเพิ่มศิลปะการพูดเข้าไปสักนิดสำหรับคนที่ sensitive เรื่องนี้ก็คงเป็นการดีใช่ไหมครับ

    แทนที่จะพูดว่า “ถ้าเธอตั้งใจอ่านหนังสือ เธอคงไม่สอบตก”
    หากเปลี่ยนเป็น “ถ้าเธอตั้งใจอ่านหนังสือ ครั้งหน้าเธอต้องสอบผ่านแน่ๆ” เป็นต้น
    แค่นี้ก็สื่อความได้เหมือนที่ตั้งใจโดยรักษาน้ำใจของผู้ฟังได้นะครับ

    เกี่ยวกับ ‘สัปปุริสธรรม 7’ อ่านเพิ่มได้จาก link ข้างล่างนี้ครับ

    อ้างอิง: http://www.84000.org/tipitaka/dic/d_item.php?i=287

     
    • Trang Suwannasilp

      May 8, 2012 at 19:47

      โอ้วววว ขอบคุณมากๆเลยภูมิ เราเขียนไปไม่ดีจริงๆด้วยอ่ะ เดี๋ยวจะรีบแก้เลยนะ

      เจตนาของเราก็เหมือนกับที่ภูมิว่ามาอ่ะ ว่าเรามีเจตนาดีแต่ ไม่คงไม่สามารถคาดเดาผลได้ 100% ว่าคนฟังจะรู้สึกยังไง

      (แอบฮาตรงตัวอย่างที่ว่า แฟนขี้งอน เหอๆๆๆ)

       
      • ภูมิ

        May 8, 2012 at 21:53

        :o)

         
  4. อัญ

    May 29, 2012 at 19:39

    อยากได้คำสอนในเรื่องของการฟังขององค์สัมมาสัมพูทธเจ้าจังค่ะ ช่วยหน่อยได้ไหมค่ะ?

     
    • Trang Suwannasilp

      June 1, 2012 at 08:26

      ผมไม่ค่อยคุ้นเหมือนกันครับว่าพระพุทธเจ้าท่านเทศน์เรื่องการฟัง … ถ้ามีโอกาสจะลองค้นดูให้นะครับ

       
    • ภูมิ

      June 2, 2012 at 09:33

      ผมเองก็ไม่คุ้นว่ามีหมวดหมู่เฉพาะเรื่องการฟังในพระธรรมวินัยเหมือนกันครับ
      มุมมองส่วนตัวเห็นว่าการฟังอาจไม่ถูกเน้นเท่าการพูด เพราะการพูดนั้นเป็นสิ่งที่เราแสดงออก
      เป็นการก่อกรรมซึ่งไปกระทบผู้อื่นได้ การสำรวมวาจามีความสำคัญและอยู่ในขั้นของศีล
      ในขณะที่การฟังนั้นว่ากันตามจริง ยังไม่ได้เป็นการก่อกรรมด้วยซ้ำ ถ้ายังไม่ได้เริ่มคิดพิจารณา
      อย่างไรก็ตาม การฟังนั้นเป็นต้นทางของการก่อเกิดปัญญา ตั้งแต่ขั้นสุตตมยปัญญา
      ได้ตรึกจนรู้เข้าใจตามที่ได้ฟัง หากฟังแล้วอาศัยปัญญาพิจารณาโดยแยบคาย
      ก็ก่อเกิดจินตามยปัญญา และจากนั้นเมื่อเพียรนำปัญญาไปประกอบเหตุอันชอบ
      ก็จะได้รับผลคือภาวนามยปัญญา นำให้พ้นจากทุกข์ได้ในเบื้องปลายน่ะครับ
      ทีนี้เมื่อกล่าวอย่างนี้ก็ต้องบอกว่าการฟังก็ไม่ใช่ไม่สำคัญ เพียงแต่ลำพังเสียงกระทบหูนั้น
      ยังไม่ใช่สาระ กระบวนการฟังที่ยังประโยชน์แก่ตนจะต้องประกอบด้วยสติและปัญญาด้วย

      ในโอกาสนี้ขอยกธรรมะของสมเด็จพระสังฆราชที่เกี่ยวเนื่องกับการฟังมาแบ่งปัน
      เท่าที่พอจะค้นได้นะครับ…

      —————————————————————-
      O ผู้มีปัญญา แม้ในความทุกข์ก็หาความสุขได้

      สมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงมีพระพุทธานุศาสนีว่า “ปัญญาเป็นเครื่องวินิจฉัยสิ่งที่ฟังแล้ว ปัญญาเป็นเครื่องเพิ่มพูนเกียรติคุณและชื่อเสียง คนผู้ประกอบด้วยปัญญาในโลกนี้ แม้ในความทุกข์ก็หาความสุขได้”

      O การทำตนที่ชั่ว ให้เป็นตนที่ดีได้ เป็นกุศลที่สูงที่สุด

      ผู้ให้ธรรมทั้งด้วยการให้หนังสือธรรม และทั้งการปฏิบัติด้วยตนเองให้ปรากฏเป็นแบบอย่างที่ดีงาม เป็นแบบอย่างของสัตบุรุษ กล่าวว่าเป็นผู้ให้เหนือการให้ทั้งปวง เพราะการพยายามช่วยให้คนเป็นผู้มีธรรมของสัตบุรุษ ละธรรมของอสัตบุรุษนั้น ก็เท่ากับพยายามช่วยให้คนบนดินคือต่ำเตี้ยได้เข้าใกล้ฟ้าคือสูงส่ง หรือช่วยให้คนชั่วเป็นคนดีนั่นเอง

      การช่วยให้คนชั่วเป็นคนดีนั้น ผู้ใดทำได้จักได้กุศลสูงยิ่ง การช่วยตนเองที่ประพฤติไม่ดีให้เป็นประพฤติดีนั้น ก็เป็นการช่วยคนชั่วให้เป็นคนดีเช่นกัน และจะเป็นกุศลที่สูงที่สุดเสียด้วยซ้ำ เพราะนอกจากตนเองจะช่วยตนเองแล้ว คนอื่นยากจักช่วยได้

      นี่หมายความว่า อย่างน้อยตนเองต้องยอมรับฟังการแนะนำช่วยเหลือของผู้อื่น ยอมปฏิบัติตามผู้อื่นที่ปฏิบัติเป็นแบบอย่างที่ดีให้ปรากฏอยู่ คือทำตนเองให้เป็นผู้ประพฤติธรรมของสัตบุรุษ ละการประพฤติปฏิบัติธรรมของอสัตบุรุษให้หมดสิ้น

      O ผู้มุ่งปฏิบัติธรรม ต้องรู้จักพิจารณาเลือกเฟ้นธรรม

      ผู้มุ่งมาบริหารจิต มุ่งปฏิบัติธรรมเพื่อความพ้นจากกิเลส ต้องพิจารณาใจตนในขณะอ่านหนังสือหรือฟัง เรียกว่าเป็นการเลือกเฟ้นธรรม ธรรมใดกระทบใจว่า ตรงกับที่ตนเป็นอยู่ พึงปฏิบัติน้อมนำธรรมนั้นเข้าสู่ใจตน เพื่อแก้ไขให้เรียบร้อย

      ที่ท่านกล่าวว่า “เห็นบัณฑิตใด ผู้มีปกติชี้ความผิดให้ ดุจผู้บอกขุมทรัพย์ให้ ซึ่งมีปกติกล่าวกำราบ มีปัญญา พึงคบบัณฑิตเช่นนี้น เมื่อคบท่านเช่นนั้น ย่อมประเสริฐ ไม่เลวเลย”

      “บัณฑิต” นั้นคือ “คนดีผู้มีธรรม หรือผู้รู้ธรรมปฏิบัติธรรมที่พระพุทธองค์ทรงสั่งสอนนั่นเอง” การกล่าวธรรมของบัณฑิต คือ การกล่าวตามที่พระพุทธเจ้าทรงสอนไว้ และบัณฑิตนั้นมีพุทธภาษิตกล่าวไว้ด้วยว่า…..

      “บุรุษจะเป็นบัณฑิตในที่ทั้งปวงก็หาไม่ แม้สตรีมีปัญญาเฉียบแหลมในที่นั้น ๆ ก็เป็นบัณฑิตให้เหมือนกัน”

      O อานุภาพของการให้ความเคารพในพระธรรม
      ก็นำสัตว์ให้เกิดมาเป็นเทวดาและมนุษย์ได้

      สัตว์ไปเกิดเป็นเทวดาได้คงจะมีเป็นอันมาก มีเรื่องต่างๆ ในพระพุทธศาสนาที่เล่าสืบมา คือ ในสมัยพุทธกาล มีสัตว์ได้ยินเสียงพระท่านสวดมนต์ ก็ตั้งใจฟังโดยเคารพ ตายไปก็ได้ไปบังเกิดเป็นเทพในสวรรค์ ด้วยอานุภาพของการให้ความเคารพในพระธรรมของพระพุทธเจ้า

      สัตว์มาเกิดเป็นมนุษย์ได้ นี้ต้องเป็นที่เชื่อถืออยู่ลึกๆ ในจิตสำนึก จึงแม้เมื่อพบมนุษย์บางคนบางพวก ก็ได้มีการแสดงความรู้สึกจริงใจออกมาต่างๆ กัน เช่น ลิงมาเกิดแท้ๆ สัตว์นรกมาเกิดแน่ๆ

      ทั้งนี้ก็ด้วยเห็นจากหน้าตาท่าทางบ้าง กิริยามารยาทนิสัยใจคอ ความประพฤติบ้าง ซึ่งโดยมากผู้ที่พบเห็นด้วยกัน ก็จะมีความรู้สึกตรงกันดังกล่าว เป็นความรู้สึกที่เกิดจากความเชื่อนั่นเอง ว่าสัตว์มาเกิดเป็นมนุษย์ได้ หรือมนุษย์เกิดมาจากสัตว์ได้
      —————————————————————-
      อ้างอิง: ของขวัญจากใจ การให้ธรรม ชนะการให้ทั้งปวง
      พระนิพนธ์ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
      http://www.dhammajak.net/board/viewtopic.php?t=11321

       

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: