RSS

ศีล5เนี่ย … ขอกันได้ด้วยหรอ?

21 Feb

เวลาเราไปวัดกันเนี่ย เรามักจะไปขอศีลกับพระ เสร็จเราก็กลับบ้านมาสบายใจ คิดเอาว่าเรามีศีลแล้ว เราดีแล้ว …. แต่ว่า ศีลขอกันได้ด้วยหรอ? ขอแล้วได้เลยหรอ? ดูมันง่ายไปหน่อยมั้ย แค่สวดๆ ก็มีศีลแล้ว แล้วถ้าไม่ขอไจะด้มั้ย ทำไมต้องขอด้วย

*************************************************************

จริงๆศาสนาพุทธเรา ถ้าสังเกตุให้ดี ศาสนาพุทธไม่เคยไปบังคับใครให้ทำอะไรครับ ใครอยากจะทำอะไรก็ทำเอาเอง พระก็ไม่เคยสั่งบังคับหรือเรียกร้องให้ทุกคนทำ ท่านเพียงแต่สอนเหตุปัจจัยต่างๆ ว่าทำนี่แล้วเกิดนั่น ทำนั่นแล้วเกิดนี่ การถือศีลก็เหมือนกัน พระท่านก็สอนว่า รักษาศีลแล้วดีอย่างไร

แล้วพิธีกรรมที่เราทุกคนไปสวดขอศีลกับพระหล่ะ มันคืออะไร ซึ่งราทุกวันนี้ก็เรียกกันจนติดปากว่า“ขอศีล” แต่จริงๆแล้วศีลมันให้กันได้ที่ใหนหล่ะครับ

จริงๆแล้วพิธีกรรมการขอศีลนี้ ถ้ารู้ความหมายของคำที่สวด เราจะเข้าถึงนัยยะที่่ซ่อนอยู่ในพิธีกรรม เราเป็นชาวพุทธ ก็ต้องควรที่จะรู้ว่า นัยยะนั้นคืออะไร เราจะได้เข้าใจกันให้ได้มากขึ้นว่า เรากำลังทำอะไรกันอยู่ ไม่ใช่เพียงแต่ทำตามๆกันไป

เราลองมาดูกันครับ ว่านัยยะที่ซ่อนอยู่คืออะไร

*************************************************************

เวลาพระเทศน์ ท่านก็จะสอนส่ังสิ่งที่เป็นประโยชน์ สอนถึงเหตุปัจจัยต่างๆว่า ทำอันนี้แล้วเกิดผลดี ทำอันนั้นแล้วเกิดผลไม่ดี โยมทั้งหลายฟังแล้วสนใจ อยากจะมีศีลบ้าง จะได้มีผลดีๆแบบที่พระได้สอน

โยมไปขอศีลก็บอกว่า “ท่านผู้เจริญ ข้าพระเจ้าทั้งหลายขอศีล5”

พระท่านก็ตอบกลับว่า “โยม… ศีลเนี่ย พระให้ไม่ได้”

โยม “อ้าว หลวงพ่อครับ แล้วพวกผมจะมีศีลบ้างต้องทำอย่างไรหล่ะครับ”

พระ “โยมก็ต้องทำเอง เดี๋ยวหลวงพ่อจะบอกให้ฟังว่ามีอะไรบ้าง ให้โยมลองไปปฏิบัติตามดู แล้วถ้าโยมทำได้โยมก็มีศีลเอง เอ้า… ทุกคนว่าตามหลวงพ่อนะ”

โยม “ได้ขอรับ”

ว่าแล้วหลวงพ่อก็บอกศีลทีละข้อๆให้โยมฟัง โยมจะได้รู้ว่าต้องทำอย่างไรถึงจะมีศีล เสร็จแล้ว หลวงพ่อก็บอกต่อว่า “ถ้าโยมมีศีลแล้วนะ อานิงส์ที่โยมจะได้ก็คือ ศีลเป็นปัจจัยให้บรรลุคติ เป็นปัจจ้ยทำให้มีทรัพย์ สังคมจะรุ่งเรือง เป็นปัจจัยไปสู่นิพพาน”

สรุปง่ายๆคือ โยมขอศีล แต่พระให้วิธีปฏิบัติ(สิขาบท) พระไม่ได้ให้อะไรทั้งสิ้น พระให้โยมไปทำเอาเอง

*************************************************************

บทความนี้ผมได้มากจากบทเทศนาของท่านพระพรหมคุณาภรณ์ครับ ใครสนใจจะฟังแบบเต็มๆ ก็กดลิ้งนี้เข้าไปฟังได้เลยครับ

http://www.watnyanaves.net/uploads/File/sounds/buddhism-inside/buddhism-inside_15.mp3

*************************************************************

ที่มารูป http://www.watbuddhavihara.nl/nl/node/32

*************************************************************

คำขอศีล5 พร้อมคำแปล

มะยัง ภันเต วิสุง วิสุง รักขะนัตถายะ ติสะระเณนะ สะหะ ปัญจะ สีลานิ ยาจามะ
( คำแปล : ข้าแต่พระสงฆ์ผู้เจริญ ข้าพเจ้าทั้งหลายขอศีล ๕ ข้อ
เพื่อจะรักษาไว้ที่ละข้อๆ พร้อมทั้งพระรัตนตรัย )
ทุติยัมปิ มะยัง ภันเต วิสุง วิสุง รักขะนัตถายะ ติสะระเณนะ สะหะ ปัญจะ สีลานิ ยาจามะ
( คำแปล : แม้ครั้งที่สอง ข้าแต่พระสงฆ์ผู้เจริญ ข้าพเจ้าทั้งหลายขอศีล ๕ ข้อ
เพื่อจะรักษาไว้ที่ละข้อๆ พร้อมทั้งพระรัตนตรัย )
ตะติยัมปิ มะยัง ภันเต วิสุง วิสุง รักขะนัตถายะ ติสะระเณนะ สะหะ ปัญจะ สีลานิ ยาจามะ
( คำแปล : แม้ครั้งที่สาม ข้าแต่พระสงฆ์ผู้เจริญ ข้าพเจ้าทั้งหลายขอศีล ๕ ข้อ
เพื่อจะรักษาไว้ที่ละข้อๆ พร้อมทั้งพระรัตนตรัย )

( ต่อไปพระจะให้ศีล เมื่อพระให้ศีล เราก็ว่าตามไปที่ละบท ๆ ดังต่อไปนี้ )

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุทธัสสะ ( กล่าว ๓ หน )
( คำแปล : ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์นั้น
ซึ่งเป็นผู้ไกลจากกิเลส ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง )
พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
(คำแปล : ข้าพเจ้าขอถือเอาพระพุทธเจ้า เป็นที่พึ่งที่ระลึก )
ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
(คำแปล : ข้าพเจ้าขอถือเอาพระธรรม เป็นที่พึ่งที่ระลึก )
สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ
(คำแปล : ข้าพเจ้าขอถือเอาพระสงฆ์ เป็นที่พึ่งที่ระลึก )
ทุติยัมปิ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
(คำแปล : แม้ครั้งที่สอง ข้าพเจ้าขอถือเอาพระพุทธเจ้า เป็นที่พึ่งที่ระลึก )
ทุติยัมปิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
(คำแปล : แม้ครั้งที่สอง ข้าพเจ้าขอถือเอาพระธรรม เป็นที่พึ่งที่ระลึก )
ทุติยัมปิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ
( คำแปล : แม้ครั้งที่สอง ข้าพเจ้าขอถือเอาพระสงฆ์ เป็นที่พึ่งที่ระลึก )
ตะติยัมปิ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
( คำแปล : แม้ครั้งที่สาม ข้าพเจ้าขอถือเอาพระพุทธเจ้า เป็นที่พึ่งที่ระลึก )
ตะติยัมปิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
( คำแปล : แม้ครั้งที่สาม ข้าพเจ้าขอถือเอาพระธรรม เป็นที่พึ่งที่ระลึก )
ตะติยัมปิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ
( คำแปล : แม้ครั้งที่สาม ข้าพเจ้าขอถือเอาพระสงฆ์ เป็นที่พึ่งที่ระลึก )

ต่อจากนี้พระท่านจะกล่าวว่า ติสะระณะคะมะนัง นิฏฐิตัง ผู้รับศีลพึงรับพร้อม ๆ กันว่า
“อามะ ภันเต”แล้วตั้งใจสมาทานศีล(รับศีล)ตามที่พระท่านนำกล่าวสมาทานต่อไปว่า.-

ปาณาติปาตา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ,
(ข้าพเจ้าขอสมาทานสิกขาบท คือเจตนาเป็นเครื่องงดเว้นจากการฆ่า )
อะทินนาทานา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ,
(ข้าพเจ้าขอสมาทานสิกขาบท คือเจตนาเป็นเครื่องงดเว้นจากการถือเอาสิ่งของที่เจ้าของไม่ได้ให้แล้ว  )
กาเมสุ มิจฉาจารา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ,
(ข้าพเจ้าขอสมาทานสิกขาบท คือเจตนาเป็นเครื่องงดเว้นเว้นจากการประพฤติผิดในกาม)
มุสาวาทา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ,
(ข้าพเจ้าขอสมาทานสิกขาบท คือเจตนาเป็นเครื่องงดเว้นจากพูดเท็จ )
สุราเมระยะมัชชะปะมาทัฏฐานา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
(ข้าพเจ้าขอสมาทานสิกขาบท คือเจตนาเป็นเครื่องงดเว้นจากการดื่มสุราและเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท )

(ต่อจากนี้พระท่านจะกล่าว ผู้รับศีลไม่ต้องว่าตาม)
อิมานิ ปัญจะสิกขาปะทานิ,
สีเลนะ สุคะติง ยันติ, สีเลนะ โภคะสัมปะทา,
สีเลนะ นิพพุติง ยันติ, ตัสฺมา สีลัง วิโสธะเย.

( คำแปล : เหล่านี้ คือ สิกขาบทห้าประการ
ผู้สมาทานไปสู่สุคติได้เพราะศีล
ได้รับความถึงพร้อมด้วยโภคทรัพย์ เพราะศีล
ไปพระนิพพานได้ เพราะศีล
เพราะฉะนั้น ควรชำระศีลให้บริสุทธิ์ผุดผ่อง เทอญ ฯ )

ที่มาครับ http://guru.google.co.th/guru/thread?tid=4c168a779f330491

ที่มาของรูป http://horoscope.sanook.com/931385-เชื่อหรือไม่..สวดมนต์เพียงไม่กี่นาที-เราบำเพ็ญบารมีครบทั้ง-10-ทัศ.html

*************************************************************

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

ผังโครงสร้าง “ศีล” …ฉบับพยายามทำให้ดูง่าย…

การเล่นหุ้นผิดศีลมั้ย?

ผลโพล – คุณผิดศีลข้อไหนบ่อยที่สุด ?

 
6 Comments

Posted by on February 21, 2011 in ธรรมะ

 

Tags: , ,

6 responses to “ศีล5เนี่ย … ขอกันได้ด้วยหรอ?

  1. Chutchapol

    February 21, 2011 at 22:07

    ถ้าไม่ได้ขอศีล แต่ทำอยู่แล้วจะได้ผลต่างจากการขอศีลก่อนมั้ยครับ?

     
  2. Trang Suwannasilp

    February 21, 2011 at 22:11

    พี่ว่าไม่ต่างกันหรอก ใครทำใครก็ได้ ขอศีลไปแต่ไม่ทำ ถึงขอไปก็ไม่ได้อะไรอยู่ดี

    แต่การขอศีลก่อน มันก็มีข้อดีในแง่จิตใจ ประมาณว่า ฉันจะตั้งใจแล้วนะ ฉันสัญญากับพระแล้ว ฉันจะต้องทำให้ได้ ประมาณนี้หล่ะ

    พิธีกรรมมันก็มีข้อดีตรงแง่ส่งเสริมกำลังใจนี้หล่ะ

     
  3. Ann

    February 22, 2011 at 14:47

    ศีลคือต้องมีเจตนาวิรัติ คือเจตนาเป็นเครื่องงดเว้น
    สมมติว่าวันนี้เราไม่ได้ตั้งใจจะรักษาศีล วันนี้ไม่ขโมยของใคร อาจเพราะไม่มีของล่อตา
    อันนี้ไม่ถือว่าได้รักษาศีลนะ แต่เหตุการณ์เดียวกันถ้าเราตั้งใจว่าวันนี้จะไม่ถือเอาของของใคร
    แล้วเราก็ไม่เอา อันนี้จะถือว่าได้รักษาศีล

    ผิดถูกยังไงบอกกันได้นะคะ

     
  4. ภูมิ

    February 22, 2011 at 22:54

    อนุโมทนาสาธุเพื่อนตรัง _/|\_

    น้องชัช: “ถ้าไม่ได้ขอศีล แต่ทำอยู่แล้วจะได้ผลต่างจากการขอศีลก่อนมั้ยครับ?”

    ตอบ: ระหว่างสมาทานกับไม่ได้สมาทานศีล หากถึงชั่วขณะที่กิเลสครอบงำให้คิดเบียดเบียน แถมสบโอกาสที่จะพูด/ทำ ตามกิเลสบงการอีก แต่สามารถระงับ งดเว้นได้ ก็ชื่อว่าได้รักษาศีลเหมือนกัน และเข้าใจว่าน่าจะจัดว่าได้รับอานิสงส์ไม่ต่างกันในกรณีอย่างนี้ เพียงแต่การสมาทานศีล(ตั้งสัจจะว่าจะรักษาศีล)ไว้ก่อนนั้น เป็นการหมั่นอบรมจิตในอีกรูปแบบหนึ่ง ไม่จำกัดเฉพาะเวลาที่สบช่องจะละเมิดศีลเท่านั้น ได้เป็นการคอยเตือนตนว่าแม้ไม่สิ้นโลภะ โทสะ โมหะ ก็จะต้องจำกัดขอบเขตกรรมชั่วไม่ให้แสดงออกมาทางกาย/วาจา หากเพียรถือศีลในลักษณะนี้คือ สมาทานวิรัติ ย่อมพิจารณาได้ว่าหมั่นบำเพ็ญ “สัจจะบารมี” และ “อธิษฐานบารมี” เป็นอานิสงส์เสริมเข้ามาด้วยนั่นเองครับ (ดู blog ก่อนหน้านี้ของพี่ตรังเรื่องบารมีได้ครับ) ถ้าได้ขั้นนี้คือมองศีลเป็นเครื่องฝึกตน ขัดเกลาตน ไม่ใช่เพียงมองว่าจะหลีกเลี่ยงการผิดศีลเพราะจะเป็นเหตุให้ไปอบายซึ่งยังไม่ถึงเนื้อในของหลักพุทธน่ะครับ

    “ศีล” จาก “เล่าเรื่องให้โยมฟัง” ชุดที่ ๑ ของพระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต)
    (ปัจจุบัน พ.ศ. ๒๕๔๙ ทรงพระสมณศักดิ์ที่ พระพรหมคุณาภรณ์)
    ===============================================
    …มีข้อที่ควรทราบอีกอย่างหนึ่ง คือ เรื่องที่อาตมภาพได้บอกไว้ว่า ศีลนั้นมีความหมายอย่างหนึ่งว่า การงดเว้นหรืองดเว้นจากความชั่ว ศัพท์ว่า งดเว้นจากความชั่วนี้ ท่านมีคำบาลีให้อีกศัพท์หนึ่งเรียกว่า วิรัติ หรือวิรติ วิรัติหรือวิรติ นี้แปลว่า ความงดเว้น ท่านสอนให้รู้ว่าการงดเว้นที่เป็นศีลนี้ คนเราจะทำได้ ๓ วิธีด้วยกัน เรียกว่า วิรัติ ๓

    วิรัติ ๓ ก็คือ

    ๑. สัมปัตตวิรัติ งดเว้นเมื่อไปประจวบเข้าเฉพาะหน้า หมายความว่า คนเรานี่บางทีก็งดเว้นความชั่วอย่างฉับพลันในเมื่อไปประสบเข้ากับสิ่งนั้นเฉพาะหน้า

    ๒. สมาทานวิรัติ งดเว้นเพราะได้สมาทานไว้ คือ เราได้ตั้งใจถือศีล รับศีลไว้ ก็เลยปฏิบัติตามที่ตนสมาทาน

    ๓. สมุจเฉทวิรัติ งดเว้นโดยเด็ดขาด

    อันนี้อาตมาภาพจะอธิบายย่อๆ เพื่อจะได้เข้าใจหลักการประพฤติปฏิบัติตามศีลไว้

    ประการที่หนึ่ง สัมปัตตวิรัติ งดเว้นเมื่อไปประจวบเข้าเฉพาะหน้า หมายความว่า เราไปประสบเหตุการณ์ สถานการณ์ที่จะละเมิดศีลขึ้นมา เช่น เดินไปเห็นของของผู้อื่น ซึ่งโอกาสเปิดเต็มที่ว่าเราจะหยิบเอาได้ ตอนนี้ก็เป็นช่วงเวลาสำคัญที่จะตัดสินใจเลือกว่าจะทำอย่างไร ในเวลานั้น ถ้าหากเราได้คิดขึ้นมาพิจารณาว่า โอ้ ! เรานี้เป็นพุทธศาสนิกชนไม่สมควรจะทำความผิดความชั่วอย่างนี้ การล่วงละเมิดกรรมสิทธิ์ผู้อื่นเป็นสิ่งที่ไม่ดีไม่งาม แล้วงดเว้นได้ไม่เอาของนั้น หรือแม้แต่พิจารณาว่า เรานี้เป็นคนที่เขาเคารพนับถือ ไม่ควรทำความชั่วอย่างนี้ ก็งดได้เฉพาะหน้าในเวลานั้นโดยเหตุผลที่คิดขึ้นมาในบัดนั้นเอง อย่างนี้ท่านเรียกว่า สัมปัตตวิรัติ งดเว้นในเมื่อไปประสบเหตุการณ์เข้าเฉพาะหน้า

    ประการที่สอง สมาทานวิรัติ เราได้สมาทานศีลไว้ ตั้งใจรับศีลเหมือนกับไปสัญญาหรือปฏิญาณไว้แล้ว เมื่อไปประกอบเหตุการณ์เข้า เช่นตัวอย่างเมื่อกี้นี้ ไปเห็นของที่สามารถจะถือเอามาเป็นของตนได้ แต่มาพิจารณาว่าเราได้สมาทานรับศีลไว้แล้ว เป็นคนถือศีลปฏิญาณบอกกับพระไว้หรือตั้งใจกำหนดใจไว้แล้ว เราก็ไม่ละเมิดศีลไม่ทำความชั่วนั้น อย่างนี้ท่านเรียกว่า สมาทานวิรัติ คืองดเว้นเพราะได้ตั้งใจรับเอาไว้ถือเอาไว้ที่จะปฏิบัติอย่างนั้น

    ประการที่สาม สมุจเฉทวิรัติ งดเว้นโดยเด็ดขาด อันนี้หมายถึงว่า ไม่มีกิเลสในใจ คือ ไม่มีความโลภ ความโกรธ ความหลงเหลืออยู่ในใจเลย เพราะฉะนั้นก็ไม่มีกิเลสที่จะเป็นเหตุให้ทำความชั่ว ถ้าอย่างนี้แล้วก็เรียกว่า เป็นไปโดยอัตโนมัติ จะไปประสบเหตุการณ์อะไรก็ตามที่จะทำให้ละเมิดศีล ก็ไม่มีทางละเมิด เพราะไม่มีกิเลสที่จะเป็นเหตุให้ละเมิดหรือให้ทำความชั่วนั้นๆ อย่างนี้ท่านเรียกว่า สมุจเฉทวิรัติ ได้แก่การงดเว้นความชั่วของพระอริยบุคคล โดยเฉพาะพระอรหันต์ เพราะไม่มีกิเลสที่เป็นต้นเหตุของการทำชั่วเหลืออยู่เลย เป็นอันว่าไม่ทำความชั่วโดยสิ้นเชิง

    นี้คือวิรัติ ๓ อย่างที่เป็นความรู้ประกอบ เป็นหนทางในการที่จะถือศีล แต่สำหรับพุทธศาสนิกชนโดยทั่วไปมักจะใช้วิธีสมาทานวิรัติ คืองดเว้นโดยสมาทานไว้อย่างไรก็ตามถึงแม้จะไม่ได้สมาทาน ก็ยังมีสัมปัตตวิรัติ คือใช้เหตุผลพิจารณาถึงภาวะของตนเฉพาะหน้านั้น โดยอาศัยหิริโอตตัปปะ ทำให้ไม่ละเมิดศีลไม่ทำความชั่ว นี้ก็เป็นความรู้บางอย่างที่อาตมภาพนำมากล่าวเกี่ยวกับเรื่องศีล

    อยากจะขอปิดท้าย ด้วยคำสอนของพระพุทธเจ้าเกี่ยวกับความสำคัญของศีล พระพุทธเจ้าตรัสว่าศีลนั้นมีความสำคัญเหมือนกับเป็นผืนแผ่นดิน หรือพื้นที่เรายืนเรานั่ง พื้นนั้นมีความสำคัญอย่างไร ท่านบอกว่า คนเรานี้จะทำงานทำการอะไรก็ตาม จะต้องมีพื้นเป็นที่เหยียบยันเสียก่อน ถ้าไม่มีพื้นเป็นที่เหยียบยันแล้วเราก็ไม่สามารถทำงานนั้นได้เลย ท่านบอกว่าศีลก็เปรียบเหมือนพื้นแผ่นดิน หรือพื้นที่เราเหยียบยันนั้น ถ้าพื้นแน่นหนามั่นคง ก็ยิ่งทำงานได้ถนัดและได้ผลดียิ่งขึ้น…
    ===============================================

    http://www.dhammajak.net/book/sila/sila13.php

     
  5. Trang Suwannasilp

    February 25, 2011 at 00:20

    พึ่งได้มาอ่าน อนุโมทนากับ แอน และ ภูมิด้วยนะ

    ที่แอนบอกมาถูกต้องแลยหล่ะ ว่า ศีลอยู่ที่เจตนางดเว้น การบอกอย่างนี้เนี่ยเห็นภาพง่ายเลย
    ภูมิเขียนได้เคลียร์มากๆอ่ะ อ่านเข้าใจง่าย แถมของท่านพระพรหมคุณาภรณ์ที่เอามาให้อ่านเนี่ย ช่วยให้กระจ่างสุดๆ

    แอนกับภูมิ เขียนมา ทำให้เนื้อหาเกี่ยวกับศีบครบถ้วนสมบูรณ์เลย ใครที่ได้เข้ามาอ่านบล๊อกนี้ก็คงจะได้ความรู้กลับไปเพียบ อนุโมทนาด้วยอีกทีนะ

     
  6. เก๋

    February 25, 2011 at 01:20

    อนุโมทนาทุกท่านครับ ^/\^

     

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: